
เดินสานใจสู่สันติชายแดนใต้
ความรุนแรงในชายแดนใต้เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ สำหรับช่วงปัจจุบันซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2547
โดย...โคทม อารียา
ความรุนแรงในชายแดนใต้เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ สำหรับช่วงปัจจุบันซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2547 ก็จะนับเป็นเวลาได้กว่า 11 ปีแล้ว ในช่วงเวลานี้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 6,000 คน เฉลี่ยประมาณวันละ 1.5 คน หรือ 3 คนใน 2 วัน อย่างไรก็ดี สำนักข่าวหัวเขียวของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2558 รายงานว่าการก่อเหตุรุนแรงในช่วงเดือน พ.ย. ธ.ค. 2557 และ ม.ค. 2558 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อหนึ่งปีก่อนอย่างชัดเจน ประมาณเกือบ 50% และวิเคราะห์ว่าการลดลงเช่นนี้มีสาเหตุสำคัญ 3 ประการ คือ 1) ผู้ก่อการหมดกำลังใจ เพราะเริ่มตระหนักว่าความพยายามแบ่งแยกจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกจากประเทศไทยไม่มีโอกาสสำเร็จ 2) เมื่อฝ่ายความมั่นคงระมัดระวังไม่สร้างเงื่อนไขเพิ่มเติม ผู้ก่อการก็ไม่สามารถสร้างแนวร่วมเพิ่มเติมได้ 3) แกนนำของฝ่ายก่อการแย่งชิงการนำกันเองจึงอ่อนแรงลง
อ่านแล้วดูจะมีกำลังใจขึ้นหรือไม่ แต่ก็เกรงว่าจะเป็นมุมมองของฝ่ายความมั่นคงเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม หากความรุนแรงลดลงก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับรายงานดังกล่าวที่บอกว่า เป็นเรื่องดีที่ไม่มีแรงกดดันให้รัฐบาลต้องรีบร้อนแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ “ไม่ต้องเร่งรัดเปิดเวทีพูดคุยสันติภาพให้อึกทึกครึกโครม” ที่ไม่เห็นด้วยเพราะว่าถึงความรุนแรงจะลดลงตามที่รายงาน แต่ความสูญเสียก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นว่าดีแล้วที่ไม่ต้องเร่งรัดเปิดเวทีพูดคุยสันติภาพนั้น อันที่จริงเวทีดังกล่าวได้เปิดอย่างเป็นทางการมา 2 ปีแล้ว มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ 2 ครั้ง และกว่า 8 เดือนหลังยึดอำนาจ คสช.ก็ยังไม่ได้เข้าสู่เวทีนี้เลย
การมีเวทีพูดคุยกันหมายความว่าคู่สนทนาพร้อมที่จะรับฟังความต้องการและความจำเป็นของฝ่ายต่างๆ พร้อมที่จะพยายามให้ทุกฝ่ายได้ในสิ่งที่เป็นความจำเป็นพื้นฐาน คือต่างฝ่ายต่างให้และได้รับบางอย่างจากการพูดคุย ในแง่นี้การเพิกเฉยต่อการคุยอาจถูกมองได้ว่า ยังคงมีจุดยืนที่หวังเอาชนะ มากกว่าจะหวังความร่วมมือกัน สันติภาพของฝ่ายหนึ่งอาจหมายถึงความพ่ายแพ้ของอีกฝ่าย สันติภาพเช่นนี้จึงไม่น่าจะยั่งยืน
ขณะที่รอการยุติความรุนแรงและการร่วมสร้างสันติภาพบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันอยู่นั้น ภาคประชาสังคมก็ไม่ควรอยู่เฉย ควรเริ่มพูดคุยกันในระหว่างผู้เห็นต่างที่อยู่นอกภาครัฐ แน่นอนว่าการพูดคุยเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย จะต้องเริ่มต้นที่การลดอคติของตนเอง ลดทิฐิว่าเราเป็นฝ่ายที่ถูกต้องแล้วจะไปคุยกับฝ่ายที่หลงผิดได้อย่างไร
โจทย์ที่สำคัญ ได้แก่ 1) ไม่รู้ว่าจะพูดคุยกับใคร คนที่เคยเป็นเพื่อนก็เกิดความระแวงกันขึ้นมาแล้ว ซึ่งเป็นผลพวงปกติเมื่อมีการใช้ความรุนแรง 2) ไม่รู้จะคุยอะไรด้วยหมดความใฝ่รู้และความใส่ใจต่อเพื่อนบ้าน ต้องประคองตัวเราให้รอดก่อน 3) ไม่รู้ว่าจะคุยไปทำไม เพราะเราเป็นคนเล็กๆ ไม่อาจขยับเขยื้อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เขาสู้กันด้วยชีวิตและทรัพยากรมหาศาลก็ยังเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย 4) ที่สำคัญคือความรู้สึกเปลืองตัว เสี่ยงเปล่าๆ แม้อยู่เฉยๆ ก็เสี่ยง แต่ผู้ที่ริเริ่มหรือมีการสร้างสรรค์ใดๆ ดูจะต้องเสี่ยงมากกว่าใช่ไหม
ด้วยเหตุผลทำนองนี้ เราหลายคนจึงเห็นด้วยกับความริเริ่มของคนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่กำลังจัดโครงการ
เดินสานใจสู่สันติชายแดนใต้ (Solidarity Walk for a Peaceful South) ซึ่งเชิญชวนให้ผู้สนใจมาร่วมเดินเป็นระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร เป็นเวลา 7 วัน เริ่มที่เทศบาลนครยะลาในเช้าวันที่ 15 ก.พ. 2558 จากนั้นก็เดินผ่านปัตตานี นราธิวาส ไปสิ้นสุดที่โรงเรียนตากใบ
เหตุการณ์ตากใบเมื่อเกือบ 11 ปีก่อนเป็นโศกนาฏกรรมที่ทำให้เกิดบาดแผลทางใจแก่ญาติมิตรอย่างยากที่จะลืม ทางการได้เอาใจใส่ให้การเยียวยาทั้งทางกายภาพและทางจิตใจไปบ้างแล้ว แต่ในโอกาสของการเดินสานใจครั้งนี้ อยากจะเปิดพื้นที่ให้แก่ผู้ที่เป็นเหยื่อ ได้สื่อความรู้สึกของพวกเขาต่อสาธารณะอีกครั้ง ไม่ใช้เพื่อเปิดบาดแผล แต่เพียงหวังให้บาดแผลทางใจได้ทุเลาลง ด้วยการรับรู้และการแสดงความเห็นอกเห็นใจของสังคม
เมื่อเกือบ 5 ปีก่อน เราได้เดินจากศาลายาสู่สันติปัตตานี เป็นเวลา 53 วัน ระหว่างเดินมีผู้ตั้งคำถามว่าเดินแล้วได้อะไร ถึงอย่างไรความรุนแรงก็มีต่อไป สันติภาพยังหาไม่ได้อยู่ดี คำวิจารณ์เช่นนี้มีส่วนถูก แต่ไม่ทั้งหมด ก่อนอื่นอยากจะบอกว่าผู้เดินได้ประโยชน์จากการพัฒนาความมุ่งมั่นของตนเองและจากการเรียนรู้แลกเปลี่ยนกับชุมชนตลอดเส้นทาง เราหวังว่าชุมชนจะได้ประโยชน์บ้างเช่นกัน แต่ที่สำคัญคือ เราได้บอกต่อสังคมว่า สันติภาพเป็นไปได้ถ้าเราพยายาม และเราต้องพยายามยิ่งขึ้นไปอีกไม่ใช่หรือ
ในการเดินครั้งนี้เราได้คิดคำขวัญขึ้นหลายวลี เช่น “พื้นที่ปลอดภัยให้แก่กัน” “เราอยู่ร่วมกันได้ในสังคมที่เป็นธรรม” “เคารพความแตกต่างหลากหลาย” เหล่านี้อาจเป็นหัวข้อการพูดคุยกันตามโรงเรียนต่างๆ และที่ศูนย์ กศน. ที่เราจะเข้าพักระหว่างเส้นทางเดิน เราฝากความหวังไว้มากกับการพูดคุยกับชุมชนเช่นนี้ โดยอยากให้เป็นการเปิดการพูดคุยสันติภาพของชุมชนโดยชุมชนเอง ผู้อื่นที่สนใจอาจส่งคำขวัญ ข้อวิจารณ์ ฯลฯ มายังชุมชนในชายแดนใต้ได้ที่ “โครงการพื้นที่ชุ่มน้ำ หน่วยพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติและคลังเรียนรู้ท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี 94000”







