
เก็บแวตเพิ่ม ภาพลวงเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่ารัฐบาลจะออกมายืนยันเช้าเย็นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ฟื้นตัวแล้ว แต่ความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน คนหาเช้ากินค่ำ คนรายได้น้อยไปถึงคนจน ยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีอย่างที่รัฐบาลอยากให้คนทั้งประเทศรู้สึก
รัฐบาลระบุว่า การดูว่าเศรษฐกิจฟื้นตัว ต้องดูที่การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนภายในประเทศ หากการใช้จ่ายขยายตัวก็หมายความว่าเศรษฐกิจจะดีตามไปด้วย
ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ยกตัวเลขการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ที่บริโภคในประเทศ ซึ่งขยับต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 เก็บได้ 3 หมื่นกว่าล้านบาท จนถึงเดือน ม.ค. 2558 ที่เก็บได้ 4 หมื่นล้านบาท หากคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็น 5 แสนกว่าล้านบาท/เดือน ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแจกเงินชาวนาและชาวสวนยาง 4.8 หมื่นล้านบาท
เมื่อดูภาพรวมของการเก็บภาษีแวตที่เพิ่มขึ้น ก็พอประเมินได้ว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อยๆ แต่หากลงไปดูในรายละเอียดของการเก็บภาษีแวต สัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจดูไม่สดใสเหมือนภาพรวม
กระทรวงการคลังรายงานภาวะเศรษฐกิจล่าสุดเดือน ธ.ค. 2557 ในส่วนของบริโภคภาคเอกชน ยอดเก็บภาษีแวตกลับมาหดตัว -1.9% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าขยายตัว 0.6% หากแยกเป็นภาษีแวตที่จัดเก็บบนฐานการบริโภคในประเทศ ขยายตัว 0.8% แต่แวตที่จัดเก็บบนฐานการนำเข้ายังหดตัวต่อเนื่องที่ -5.5%
ยิ่งลงไปดูการบริโภคในประเทศ ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และรถยนต์นั่งในเดือน ธ.ค. 2557 ยังหดตัว -3.3% และ -28% ตามลำดับ ทำให้ไตรมาส 4 ปี 2557 ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และรถยนต์หดตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ -7.8% และ -27.9% ต่อปี ตามลำดับ
แม้ว่าปริมาณการนำเข้าเพื่อการบริโภคเดือน ธ.ค. 2557 จะขยายตัวได้มาก 18.3% จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 1.7% แต่เมื่อดูข้อมูลรายละเอียดการบริโภคจะพบว่ายังมีจุดที่เป็นปัญหาอีกมาก ถึงจะมีจุดดีที่เป็นบวกกับเศรษฐกิจมากก็ตาม
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังประเมินว่า ปี 2558 การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 3.1% ซึ่งถือว่าไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมา โดยการขยายตัวมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น เอื้อต่อการจับจ่ายใช้สอยของภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรที่อยู่ในระดับต่ำตามราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกยังเป็นข้อจำกัด ทำให้การฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แสดงให้เห็นว่าการบริโภคไม่ได้ฟื้นตัวรวดเร็วอย่างที่อยากให้เป็น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัจจัยด้านการเก็บภาษีแวต จึงใช้ประเมินเศรษฐกิจได้เฉพาะช่วงเวลาเท่านั้น แต่ไม่ได้การันตีว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวดีตามเป้า
อย่างที่รัฐบาลระบุว่าการเก็บภาษีแวตที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการแจกเงินชาวนาและชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท ที่วันนี้ได้จ่ายเงินไปหมดแล้ว จึงเป็นปัญหาว่าหลังจากนี้การบริโภคภาคเอกชนจะมีแรงขับเคลื่อนมาจากส่วนไหน หากรัฐบาลไม่ออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง ก็อาจทำให้การเก็บภาษีแวตในเดือนต่อๆ ไปแผ่วลงได้
ขนาดกระทรวงการคลังประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 3.9% ต่อปี และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าจะขยายตัวได้ 4% ต่อปี แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ถึงเป้า เพราะการเบิกจ่ายยังช้า ส่งออกยังมีปัญหา การลงทุนการบริโภคภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน
การประเมินล่าสุดของศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้จะขยายตัวได้ 1% เท่านั้น หากเทียบกับเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 2557 ที่คลังคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.3% ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้แย่ลง และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค หากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปีนี้ขยายตัวได้ต่ำกว่า 1%
ยังมีกรณีที่เงินเฟ้อเดือน ม.ค. 2558 ขยายตัวติดลบ 0.4% ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายเข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่รัฐบาลยืนยันว่าไม่ใช่ สวนทางกับนักวิชาการด้านเศรษฐกิจที่มองว่า ในแง่ของผู้ประกอบการผลิตสินค้าภาวะเงินฝืดมีมานานแล้ว เพราะขายสินค้าได้น้อย ต้องลดราคา มานานหลายเดือน ภาวะเงินฝืดของผู้ประกอบการอาจจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภค และทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ประชาชนไม่กล้าใช้จ่าย การเก็บภาษีแวตก็จะเริ่มดิ่งเหวมากขึ้น การบริโภคในประเทศที่บวกก็จะตีลังกาเป็นลบในที่สุด
การบริโภคภายในประเทศยังมีข้อจำกัดจากหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นมาก่อนหน้านี้ รายได้เพิ่มขึ้นน้อย แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาการบริหารงานของรัฐบาลที่ราคาน้ำมันลดลงมาก แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงได้
ปัญหาของเศรษฐกิจขณะนี้จึงดูน่ากลัวกว่าที่ผ่านมา เพราะข้างนอกดูดีแต่ข้างในยังอมโรค หากพลาดท่าดูแลไม่ดี เกิดติดเชื้อก็จะป่วยหนักทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลแก้ไม่ตก และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มนั่งไม่ติด เรียกแบงก์รัฐหารือมาตรการพยุงเศรษฐกิจรากหญ้า ช่วยคนรายได้น้อยและคนจนกันยกใหญ่ ทั้งปลดหนี้เพิ่มรายได้ เพื่อให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจนแบงก์รัฐเกิดอาการมึน เพราะรัฐบาลสั่งที คสช.สั่งที มาตรการต่างๆ ยังอลเวง จับต้นชนปลายกันไม่ถูก
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่่เกิดขึ้นและดำเนินอยู่ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจปีก่อนที่ว่ายากแล้ว ปีนี้ยากยิ่งกว่า เพราะรัฐบาลและ คสช.มีอำนาจเต็มมือ แต่บริหารเศรษฐกิจให้คนรู้สึกว่ามันดีขึ้นไม่ได้ ก็จะเสียคะแนนนิยมไปไม่น้อย การทำงานด้านอื่นก็จะลำบากมากขึ้นไปด้วย







