
เอเชียป่วนทุนนอกหนี เซ่นวิกฤตกรีซ-ยูเครน
ในขณะที่มีรายงานข่าวระบุว่า เมื่อวานนี้ค่าเงินรูปีของอินเดียเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ในขณะที่มีรายงานข่าวระบุว่า เมื่อวานนี้ค่าเงินรูปีของอินเดียเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่องยาวนานที่สุดในปีนี้ ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียก็ปรับตัวอ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 2 เดือน เช่นเดียวกันกับค่าเงินวอน เกาหลีใต้ ที่แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว และค่าเงินริงกิตของมาเลเซีย แตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 วัน และเกือบถึงระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี
เรียกได้ว่า วานนี้ความเคลื่อนไหวของค่าเงินในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ภายในภูมิภาคเอเชีย ได้ปรับตัวร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่อง หลังจากเมื่อช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการทยอยอ่อนค่าลงก่อนที่จะเห็นสัญญาณอ่อนค่าทั่วหน้ากันอย่างชัดเจนในวันที่ 12 ก.พ.
แม้ความเคลื่อนไหวข้างต้นจะมีชนวนจากสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศนั้นๆ มีส่วนทำให้เกิดขึ้น แต่ค่าเงินในตลาดเอเชียที่ปรับตัวร่วงลงข้างต้น ยังถือเป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงสัญญาณเตือนเรื่องกระแสทุนไหลออกจากภูมิภาคที่กำลังเริ่มก่อตัว และพร้อมที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพหรือสร้างความปั่นป่วนในตลาดเงินเอเชียอีกครั้ง
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ต่อให้สถานการณ์เศรษฐกิจภายในของแต่ละประเทศในเอเชียไม่ค่อยสดใส แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้รุนแรงและพอจะประคับประคองตัวไปได้
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าขีดความสามารถเพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยของหลายประเทศในเอเชีย กำลังจะเผชิญบททดสอบสุดท้าทายอีกครั้ง
เหตุผลเพราะด้วยสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดฮวบลงอย่างมาก จนส่วนใหญ่ตัดสินใจชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ กระทั่งส่งผลให้บรรยากาศการค้าการลงทุนโดยรวมซบเซาลงไป
และความซบเซาข้างต้นยังหมายรวมถึงการที่นักลงทุนแห่ถอนทุนออกจากภูมิภาคเอเชีย จนทำให้ตลาดค่าเงินของหลายประเทศทรุดฮวบลงตามที่เป็นไปข่าวอยู่ในห้วงเวลานี้
สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกแห่ขนย้ายเงินออกจากภูมิภาคเอเชียกันมากมายในปัจจุบันนั้น หลังจากประมวลความเห็นจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก สามารถสรุปได้ว่า แนวโน้มกระแสทุนไหลออกจากเอเชียนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุปัจจัย 4 ประการด้วยกัน คือ
ประการแรกสุดก็คือ สถานการณ์ความคืบหน้าเกี่ยวกับประเทศกรีซ โดยภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปของกรีซที่ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายจัดอย่างพรรคไซรีซา ภายใต้การนำของ อเล็กซิส ไซปราส ขึ้นแท่นกุมบังเหียนบริหารประเทศ ทิศทางการปกครองของกรีซ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการหนี้สาธารณะและเศรษฐกิจประเทศก็ปรับเปลี่ยนแบบชนิดหน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดและยังเป็นประเด็นที่โต้เถียงขัดแย้งระหว่างกรีซกับบรรดาเจ้าหนี้ ซึ่งนำโดยทรอยกา (ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี), คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)) ก็คือ มาตรการทางการเงินที่กรีซต้องการให้แก้ไขเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ทรอยกาต้องการให้รักษาวินัยทางการคลังด้วยการรัดเข็มขัดต่อไป
ทั้งนี้ การเจรจาทั้งสองฝ่ายในช่วงสัปดาห์นี้ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ร่วมกันได้ โดยกรีซกับเจ้าหนี้ได้นัดคุยกันรอบใหม่ในวันที่ 16 ก.พ. ขณะที่กำหนดเส้นตายเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือที่จะทำให้กรีซเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ในวันที่ 28 ก.พ. ก็งวดใกล้เข้ามาทุกขณะ ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มวิตกว่า สถานการณ์อาจรุนแรงจนทำให้กรีซไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน ตลอดเลิกใช้เงินสกุลยูโรในที่สุด
ขณะเดียวกัน ก็จะทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในตลาด โดย แอนดรูว์ คลาร์ก ผู้อำนวยการฝ่ายเทรดดิ้งจากมิราบาวด์ ซิเคียวริตี้ เอเชีย ในฮ่องกง สรุปว่า ผลลัพธ์ที่กรีซต้องออกจากยูโรโซนและผิดนัดชำระหนี้ จะทำให้นักลงทุนเกิดความกลัวและกังขา เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเหตุการณ์แบบเดียวกันกับกรีซ จะไม่เกิดขึ้นในสเปน อิตาลี ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส
ส่วนสาเหตุประการที่สองก็คือ ความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ในยูเครน ที่สมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) นำโดยเยอรมนีและฝรั่งเศสเจรจาหาข้อตกลงสันติภาพกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย นายกรัฐมนตรี ปีโตร โปโรเชนโก แห่งยูเครน และแกนนำกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครน
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุดก็คือ สถานการณ์ที่ปกติสุข หรือหากมีความเสี่ยง ก็เป็นความเสี่ยงที่อยู่ในระดับที่สามารถคาดการณ์ได้ เพื่อให้สามารถวางแผนการลงทุนโดยไม่ต้องกังวลว่าจะขาดทุนย่อยยับ ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ ระบุชัดว่า การที่จนถึงขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพรวมกันได้ ทำให้นักลงทุนทั้งหลายเริ่มขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน โดยยังไม่รวมถึงการหมดความเชื่อถือในตัวอียู ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อถือในด้านเศรษฐกิจของภูมิภาค
เหตุปัจจัยประการที่สามก็คือ แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในสหรัฐ โดยในฐานะชาติมหาอำนาจที่ยังคงมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก การขยายตัวของสหรัฐจึงนับได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจโลกโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนใหญ่คาดหวังจากสหรัฐก็คือ ท่าทีความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพราะหลังจากที่ทางการสหรัฐทยอยเปิดเผยรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจ เช่น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับเพิ่มขึ้น หรือตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มเชื่อมั่นว่าเฟดจะดำเนินมาตรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือน มิ.ย.ปีนี้แน่นอน
ความเชื่อมั่นที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในกลางปีนี้ที่เพิ่มมากขึ้น บวกกับผลสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักข่าวรอยเตอร์สที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจสหรัฐปีนี้จะมีอัตราการขยายตัวเติบโตที่เร็วที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้นักลงทุนตัดสินใจถอนทุนออกจากเอเชียและโยกย้ายไปยังตลาดสหรัฐ ที่มีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
ในส่วนของปัจจัยประการสุดท้ายก็คือ การเติบโตที่ชะลอตัวลงอย่างค่อนข้างน่าหวาดหวั่นของจีน มหาอำนาจแห่งเอเชีย โดยเป็นที่ยอมรับตรงกันว่า จีนเปรียบได้กับเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ทำให้ความซบเซาของจีนมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชีย
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า นักลงทุนเริ่มวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชียจะมีแนวโน้มชะลอตัว ทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่า แถมยังมีความเสี่ยงเป็นของสมนาคุณ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจของแต่ละประเทศในเอเชียหลายประเทศกำลังเสี่ยงกับปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง กับสภาวะเงินเฟ้อต่ำ เหล่านักลงทุนจึงตัดสินใจขนเงินออกนอกภูมิภาคเอเชีย
ด้านทีมนักวิจัยตลาดจากเอเอ็นแซด เปิดเผยรายงานการติดตามความเคลื่อนไหวของกระแสทุนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าปริมาณทุนกำลังไหลเข้าไปในตลาดสกุลเงินหลักของโลกมากขึ้น ขณะเดียวกันกระแสทุนต่างไหลออกจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียและละตินอเมริกา แสดงให้เห็นชัดเจนว่า นักลงทุนไม่ต้องการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงใดๆ ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์ในกรีซยังคงไร้ทางออก ความขัดแย้งในยูเครนไร้ข้อตกลงชัดเจน บวกกับแนวโน้มที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเริ่มชัดเจนหลังเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้ดี สวนทางกับการชะลอตัวเติบโตของจีน นักลงทุนย่อมมีแนวโน้มขนเงินออกจากเอเชียเพื่อหาแหล่งลงทุนที่เสี่ยงน้อยกว่าและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
แน่นอนว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องที่ทุนจะไหลออก เพราะกระแสทุนไหลออกคราวนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลายประเทศในเอเชียต้องเผชิญ และอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า จนแล้วจนรอดหลายชาติในเอเชียก็ยังคงไร้มาตรการป้องกันภาวะผันผวนจากกระแสทุนไหลออกอยู่ดี







