
คณะบุคคลยื่นจดหมายจี้บิ๊กตู่ชะลอสัมปทานปิโตรเลียม
คณะบุคคลสำคัญลงนามยื่นจดหมายถึง "พล.อ.ประยุทธ์" ขอให้ชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ด้าน "มาร์ค" ร่วมลงนามด้วย
คณะบุคคลสำคัญลงนามยื่นจดหมายถึง "พล.อ.ประยุทธ์" ขอให้ชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ด้าน "มาร์ค" ร่วมลงนามด้วย
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลกำลังจะเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 โดยกระทรวงพลังงานจะปิดยื่นประมูลในวันที่ 18ก.พ.นี้ กำลังสร้างความขัดแย้งที่อาจมีแนวโน้มขยายออกไป ทำให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจ ก่อให้เกิดปัญหาต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นคณะผู้ทรงคุณวุฒิ อดีตข้าราชการ และบุคคลที่เคยทำคุณงามความดีแก่ประเทศ ร่วมกันลงนามขอให้รัฐบาลชะลอการเปิดสัมปทานออกไป โดยให้มีการสำรวจแหล่งผลิตในประเทศพร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก่อน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยจดหมายลงนามจะถูกยื่นให้รัฐบาลในวันที่ 16ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้อเสนอได้รับการแก้ไข
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของคณะฯ มี 4 ข้อ คือ 1. รัฐบาลได้คำนึงถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเพียงพอแล้วหรือไม่ โดยคณะเห็นว่า ประเทศไทยมีการขุดพบน้ำมันดิบและคอนเดนเสตอยู่ในอันดับที่ 31ของโลกทำให้ขณะนี้ประเทศมีอำนาจในการการต่อรองกับนานาชาติมากขึ้น อีกทั้งไม่มีวิธีการเลือกผู้รับสัมปทานอย่างเป็นธรรม โดยไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขผลประโยชน์ของรัฐ เงื่อนไขในการควบคุมการผลิต เงื่อนไขด้านภาษีและการคลัง ทำให้มีจุดอ่อนหลายประการที่ต้องมีการแก้ไขก่อน
2. รัฐบาลได้เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสหรือไม่ เนื่องจาก หน่วยงานในประเทศไทยที่จัดทำข้อมูลที่เป็นกลางอย่างแท้จริงทำได้ยาก โดยบริษัทพลังงานมีการให้ทุนอุดหนุนหลายองค์กร รวมทั้งหน่วยงานของทางราชการจึงทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีข้าราชการระดับสูงเป็นกรรมการในบริษัทพลังงานด้วย ดังนั้นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องได้
3.รัฐบาลบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่ประชาชนหรือไม่ โดยคณะฯเห็นด้วยกับหลักการความมั่นคงทางพลังงาน ดังนั้น จึงควรมีทางเลือกในระบบจัดการพรัพยากรที่รัฐได้ผลตอบแทนปิโตรเลียม แทนการให้สัมปทานที่ผลผลิตปิโตรเลียมทั้งหมดจะตกเป็นของเอกชน ส่วนในด้านการใช้ทรัพยากรนั้นปรากฏว่า ปริมาณก็าซที่ผลิตในประเทศไทยใช้ผลิตไฟฟ้าเพียง 67% ก๊าซที่เหลือส่วนใหญ่เปิดให้บริษัทอุตสาหรกรรมปิโตรเลียมมีสิทธิ์ใช้ก่อน ดังนั้นรัฐบาลควรพิจารณากำหนดให้บริษัทเหล่านี้ต้องช่วยตัวเองในการจัดหาแหล่งนำเข้าปิโตรเลียม ขณะที่ก๊าซในประเทศจะต้องเก็บไว้เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนให้ได้ใช้ยามจำเป็นให้มากที่สุด สอดคล้องกับนโยบายบริหารยุทธปัจจัยที่ดี ประชาชนจึงประสงค์จะให้รัฐบาลนำข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดมาเปิดเผยให้ทราบ
4. รัฐบาลจัดการทรัพยากรด้วยความรอบคอบและเป็นธรรมต่อเอกชนทุกรายหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลยังไม่เคยสำรวจแหล่งปิโตรเลียมที่มีอยู่ในประเทศว่ามีศักยภาพแท้จริงมากเท่าใด ก่อนเปิดให้สัมปทานกับเอกชน ระบบนี้จึงมีลักษณะเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้มีการแข่งขันน้อย ผู้รับสมัปทานรายเก่าได้เปรียบ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรทำการสำรวจก่อน เพื่อความเป็นธรรมกับเอกชนอย่างเท่าเทียม
ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21ไว้ก่อนเป็นเวลาไม่เกิน 2ปี โดยให้รัฐเร่งดำเนินการควบคู่กันระหว่างการสำรวจ พร้อมทั้งแก้กฎหมายและระเบียบต่างๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการในรูปแบบอื่นที่รัฐได้รับผลตอบแทนเป็นปิโตรเลียม เช่น ระบบแบ่งปันผลผลิต การจ้างผลิต เพื่อให้ประชาชนจัดการทรัพยากรปิโตเลียมได้อย่างเหมาะสม โดยควรพิจารณาใช้ระบบจ้างผลิตเพราะมีอุปกรณ์พร้อม และมีความเสี่ยงต่ำ เช่น แหล่งเอราวัณ แหล่งบงกช เป็นต้น
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า ขอเรียกรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล เพราะเข้ามาจากการยึดอำนาจ ซึ่งเมื่อเข้ามายึดอำนาจแล้วต้องเข้ามาช่วยประชาชน ควรใช้อำนาจในทางที่ดีเพื่อให้ประชาชนดีใจ ด้วยการแก้พ.ร.บ.ปิโตเลียม มาตรา56 ทันที เพราะถึงแม้ปิโตรเลียมจะเป็นของรัฐ แต่เมื่อรัฐให้สัมปทานแก่ผู้ประกอบการไปแล้ว ในระหว่างอายุสัมปทาน สิทธิการขายและจำหน่ายจะเป็นของผู้รับสัมปทานโดยสมบูรณ์ จึงขอร้องให้ระบบสัมปทานต้องถูกแก้ไขเสียใหม่ มาเป็นระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เงินเข้ารัฐบ้าง
“เราไม่ต้องการให้มีการเปิดประมูลสัมปทานรอบที่ 21 แต่ต้องการให้รัฐบาลพยายามทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ขอให้รับฟังเสียงของประชาชนบ้าง เรื่องนี้จะเป็นเรื่อใหญ่ของบ้านเมืองในอนาคต รัฐบาลต้องเลือกจะรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์เฉพาะคนบางกลุ่ม หากไม่ฟังเกรงว่าหลังจากนี้ตัวใครตัวมัน”น.ต.ประสงค์ กล่าว
สำหรับจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีบุคคลสำคัญร่วมลงนาม อาทิ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร,นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ,นายนพ สัตยาศัย วิศวกรอาวุโสและประธานชมรมจามจุรีและเพื่อนปฏิรูปประเทศไทย ,นายวิวัฒน์ชัย อัตถากร อาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และนายกมล กมลตระกูล คณะอนุกรรมการปฎิบัติการยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม







