
บทเรียนการลงทุน
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการแก้ปัญหา 5 ด้าน เพื่อลดผลกระทบมลพิษจากเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ จ.ลำปาง ภายใน 90 วัน ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญสำหรับการอนุมัติโครงการการลงทุนของภาครัฐในอนาคต
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการแก้ปัญหา 5 ด้าน เพื่อลดผลกระทบมลพิษจากเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ จ.ลำปาง ภายใน 90 วัน ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญสำหรับการอนุมัติโครงการการลงทุนของภาครัฐในอนาคต
คำสั่งศาลให้ กฟผ.แก้ปัญหาในกรณีนี้ ตอกย้ำว่าที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบละเลยการปฏิบัติตามที่กฎเกณฑ์กำหนด และดูเหมือนมีส่วนส่งเสริมให้โครงการลงทุนละเลยความรับผิดชอบดังที่ควรจะเป็น ทำให้การดำเนินโครงการขาดความโปร่งใส
จะเห็นว่าการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าการลงทุนของภาครัฐเอง การส่งเสริมการลงทุนแก่ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ มักละเลยประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงและขาดกระบวนการที่โปร่งใส
ในท้ายที่สุด การเดินหน้าโครงการก็มักสะดุดล่าช้า ถูกชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบฟ้องร้องเรียกหาความรับผิดชอบ ซึ่งปัญหาประจักษ์ชัดอยู่ในหลายโครงการ อาทิ การลักลอบปล่อยน้ำทิ้งจากบ่อกักเก็บตะกอนหางแร่ของโรงงานลงสู่ลำห้วยคลิตี้ การขุดเหมืองทองคำ จ.เลย เหมืองทองคำพิจิตร รวมทั้งโครงการเมืองลิกไนต์แม่เมาะที่มีปัญหาคาราคาซังมาอย่างยาวนานจนทุกวันนี้
ดังนั้น รัฐบาลจะต้องทบทวนนโยบายการลงทุนของประเทศเสียใหม่ เพื่อให้การลงทุนนั้นตอบสนองประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการปรับวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ที่ไม่ใช่การนำทรัพยากรธรรมชาติแลกการจ้างแรงงานไม่กี่พันคน หรือต้องไม่ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ตักตวงทรัพยากรชาติออกไป โดยที่ผลประโยชน์ตกอยู่แก่ประเทศและคนในชาติเพียงแค่น้อยนิด
ในฐานะประเทศไทยมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและเป็นที่จับจ้องของกลุ่มทุนต่างๆ ภาครัฐจึงต้องปรับตัวให้เท่าทันแนวโน้มของสถานการณ์ โดยจะต้องรักษาความสมดุลบนฐานคิดที่ทำให้คนไทยได้รับประโยชน์ ประเทศได้รับความคุ้มค่าจากการดำเนินการโครงการ
การนำทรัพยากรของชาติมาใช้ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนโดยรอบ หากโครงการใดละเมิดสิทธิชุมชน ประชาชนไม่เห็นด้วย โครงการสร้างความไม่สงบสุขในการดำรงชีวิตและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โครงการนั้นจะต้องยุติลง
ดังนั้น ท่ามกลางความท้าทายในการลงทุนในกิจการของรัฐแต่ละประเภท ซึ่งภาครัฐมีแผนจะลงทุนอีกมาก ไม่ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน การสร้างเขื่อน รถไฟฟ้า เหมืองทอง ฯลฯ จำต้องเน้นกระบวนการการสร้างความเข้าใจเพื่อการอยู่ร่วมกันในระยะยาว ไม่ใช่รัฐเป็นผู้ส่งเสริมการกอบโกยเอาประโยชน์ส่วนใหญ่ไป โดยทิ้งภาระไว้ให้ประชาชนในพื้นที่แบกรับ







