
ทีดีอาร์ไอแนะการเมืองแกว่งยังไม่ควรซื้อไทยคม
ทีดีอาร์ไอสวนรัฐบาลชี้ไทยคมอยู่ในมือต่างชาติปลอดภัยแล้วเพราะการเมืองไทยยังไร้ความมั่นคง ย้ำแม้ซื้อคืนก็ไม่สามารถบล็อกสัญญาณพีทีวีได้ แต่ควรเร่งปฏิรูปสื่อรัฐให้เป็นกลางมากกว่า
ทีดีอาร์ไอสวนรัฐบาลชี้ไทยคมอยู่ในมือต่างชาติปลอดภัยแล้วเพราะการเมืองไทยยังไร้ความมั่นคง ย้ำแม้ซื้อคืนก็ไม่สามารถบล็อกสัญญาณพีทีวีได้ แต่ควรเร่งปฏิรูปสื่อรัฐให้เป็นกลางมากกว่า
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การที่ดาวเทียมไทยคมอยู่กับต่างชาติอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นดีอยู่แล้ว ตราบใดที่การเมืองไทยยังไร้เสถียรภาพและรัฐบาลสามารถเปลี่ยนขั้วได้ตลอดเวลาเช่นที่เป็นอยู่
"แม้จะฟังดูไม่เข้าท่าในมุมมองของรัฐบาล แต่อย่างน้อยการที่ต่างชาติถือหุ้นขณะนี้ก็เป็นเพียงการทำธุรกิจ และ โดยปกติ ต่างชาติจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องอื่นๆ อยู่แล้ว ซึ่งปลอดภัยกว่านโยบายที่รัฐบาลจะซื้อคืน เพราะหากเปลี่ยนรัฐบาลไปเป็นพรรคอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์แล้วต้องบริหารจัดการไทยคม ก็เกิดปัญหาตามมาอยู่ดี"นายสมเกียรติกล่าว
หากจะใช้วิธีซื้อคืนดาวเทียม ต้องเป็นรัฐบาลที่อยู่ยาวเหมือนประเทศจีน จึงจะสามารถทำได้ แต่หากรัฐบาลยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไป ประเทศจะลำบากมากกว่ายังอยู่ในมือต่างชาติที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
นายสมเกียรติ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำก่อนเรื่องการซื้อคืน คือ เจรจากับเทมาเซกเพื่อของเปลี่ยนผู้บริหาร หรือ ระดับปฏิบัติการ เพราะทั้งสองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ ช่วงเกิดการชุมนุมทางการเมืองแล้วไม่สามารถปิดการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์พีทีวีได้ ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ดีและควรทำ เพราะไม่ต้องเสียเงินมากเท่ากับการซื้อคืนไทยคม และเชื่อว่าเทมาเซกพร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่าง
“รัฐซื้อคืนไทยคมได้ แต่ไม่สามารถบล็อกสัญญาณการออกอากาศพีทีวีได้ เพราะพีทีวีสามารถย้ายไปเช่าใช้ดาวเทียมของประเทศอื่นๆ เมื่อเป็นแบบนี้ก็เท่ากับว่า รัฐบาลต้องกว้านซื้อดาวเทียมทุกดวงที่มีอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การปฏิรูปช่อง 11 ที่เป็นสื่อของรัฐให้เป็นช่องที่เข้าถึงผู้ชมทุกสีเสื้อ ซึ่งหากสื่อรัฐเป็นกลาง รัฐบาลจะสามารถ ชิงฐานมวลชนได้เอง แต่หากสื่อของรัฐยังเป็นแบบปัจจุบัน กลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่รับ และต้องหันไปดูทีวีที่เป็นช่องทางของตัวเอง
ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะระดมเงินทุนทั้งจากการตั้งกองทุน หรือ ผ่านรัฐวิสาหกิจอย่าง อสมท. กสท โทรคมนาคม นั้น ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะขณะนี้ อสมท. ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ 100% ขณะที่ กสทฯ แม้จะเกี่ยวข้องกับธุรกิจดาวเทียมโดยตรง แต่มีจุดอ่อนในเรื่องของการทำตลาดที่ต้องเน้นลูกค้าต่างชาติ ซึ่งวัฒนธรรมของ กสทฯ ไม่ใช่การทำตลาดเชิงรุก ซึ่งจะทำให้มีปัญหาตามมาคือ ซื้อคืนมาได้ แต่ไม่มีผู้บริหารจัดการ
จุติชงกรณ์ให้กสท.ซื้อไทยคมคืน
นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวก่อนการหารือกับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เรื่องการซื้อดาวเทียมไทยคม ว่า บริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงไอ มีความพร้อมมากซื้อธุรกิจดาวเทียมไทยคม มากกว่า บริษัท ทีโอที และหากนายกรณ์เห็นด้วยก็จะกลับไปมอบหมายงานให้คณะกรรมการ กสท. พิจารณาต่อไป
"เงินที่จะนำไปซื้อนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังเป็นผู้หามาให้ เพราะบริษัท กสท. มีเงินไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามก่อนการตัดสินใจดำเนินการไปในทิศทางใดๆ นั้นจำเป็นต้องพิจารณาในข้อกฏหมายอย่างรอบคอบ เพราะอาจมีช่องทางให้ได้ดาวเทียมไทยคมกลับมาโดยที่ไม่ต้องใช้เงินก็เป็นไปได้"นายจุติกล่าว
นายจุติ กล่าวว่า เรื่องปัญหาสัญญาสัมปทานดาวเทียวไทยคม เวลานี้อยู่ระหว่างการทำสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมทั้งคำตอบที่ชัดเจนทุกเรื่องว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไรตามคำพิพากษาของศาลที่ระบุว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องทำให้รัฐเสียประโยชน์ โดยจะต้องส่งให้ไอซีทีภายใน 21 วันนับจากวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา
เพื่อไทยชี้นายกฯอาจถูกหลอกใช้กรณีซื้อไทยคม
ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวยืนยันว่า จากข้อมูลที่มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการปั่นหุ้นไทยคม โดยพรรคมีอดีตรมว.คลัง อดีตรมช.คลังหลายคน พบว่ามีการปั่นหุ้นชัดเจน โดยมีการช้อนหุ้นล่วงหน้าเกือบ 1 เดือน ก่อนปล่อยข่าวอินไซด์เดอร์ โดยมีคนใกล้ชิดนักการเมืองดำเนินการผ่านนอมินีได้ประโยชน์ไป 300 กว่าล้าน ซึ่งการกระทำในเรื่องนี้ผิดพรบ.หลักทรัพย์หลายมาตรา ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มุ่งแต่เรื่องการเมือง แต่ไม่อยากให้คนเล่นหุ้นต้องตกเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ
นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีไทยคม จะต้องให้ป.ป.ช.ตรวจสอบ และก.ล.ต.ต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน ถ้าพบว่ามีการซูเอี๋ยกันเรื่องก็จะต้องถึงป.ป.ช.ด้วย ส่วนตัวไม่เข้าใจท่าทีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กลับไปกลับมา ตอนแรกระบุทำนองว่าจะซื้อไทยคม แต่ตอนหลังบอกไม่ซื้อ
"ผมเชื่อในความสุจริตของนายกฯ แต่เรื่องนี้ท่านอาจถูกใครบางคนหลอกให้ออกมาประกาศ พรรคเพื่อไทยได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาประกบกับการทำงานของก.ล.ต. ถ้าหากเราพบข้อมูลการทุจริตก็จะออกมาเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง"นายประเกียรติกล่าว







