posttoday
ซูเปอร์บอร์ด ล้างระบบแบงก์รัฐ

ซูเปอร์บอร์ด ล้างระบบแบงก์รัฐ

12 กุมภาพันธ์ 2558

การแก้ปัญหาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือ แบงก์รัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

การแก้ปัญหาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือ แบงก์รัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่ผ่านมาถือว่ายังเป็นแค่มาตรการเขียนเสือให้วัวกลัวเท่านั้น แม้จะมีการส่งมอบอำนาจการกำกับดูแลแบงก์รัฐจากกระทรวงการคลัง ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปเป็นผู้ออกระเบียบการกำกับที่ได้มาตรฐานเสียใหม่ เพื่อยกระดับการบริหารงานแบงก์รัฐให้ได้มาตรฐานสากลมากขึ้น รวมถึงการขอความร่วมมือกรรมการ ผู้บริหารแบงก์รัฐ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจช่วยลดรายจ่าย ซึ่งก็ทำกันไปแบบปากว่าตาขยิบ

ขณะที่ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมาแสดงจุดยืนให้การใช้แบงก์รัฐจากนี้ต้องการมีการแยกบัญชีเป็น บัญชีโครงการพิเศษ หรือพีเอสเอที่ชัดเจน และขอให้รัฐบาลต่อไปต้องตั้งงบประมาณปีถัดมาเพื่อใช้หนี้คืนแบงก์รัฐทุกปี เพื่อไม่ให้มีการซุกหนี้ประชานิยมไว้ในงบดุลของธนาคารรัฐ ซึ่งจะเห็นว่าในงบประมาณปี 2559 รัฐบาลเตรียมตั้งงบใช้หนี้โครงการช่วยเหลือชาวนาและชาวสวนยางคืน ธ.ก.ส.แล้วไม่น้อยกว่า 6 หมื่นล้านบาท

จะเห็นว่ายอดพีเอสเอที่ถูกบันทึกอยู่ในงบดุลแบงก์รัฐขณะนี้มีจำนวนกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมงบดุลสีเทาๆ เช่น การสั่งให้ ธ.ก.ส.กู้เงินมาเพื่อจ่ายในโครงการจำนำข้าวอีก 5-6 แสนล้านบาท ที่ได้สร้างภาระต่อผลดำเนินงานของ ธ.ก.ส. จึงจำเป็นที่กระทรวงการคลัง และซูเปอร์บอร์ดต้องหามาตรการในการวางระเบียบการใช้เงินดังกล่าวให้มีความชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้จริงในอนาคตต่อไป

ทั้งนี้ มาตรการที่ซูเปอร์บอร์ดทำทั้งหมดยังแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด เพราะต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นกับแบงก์รัฐทั้งระบบ นั่นคือการปล่อยกู้ทุจริต ทั้งที่เกิดจากการทำงานของพนักงานระดับล่าง ไปจนถึงการทุจริตในเชิงนโยบายที่มาจากผู้บริหารระดับสูง และครั้งนี้ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะหมดอำนาจลงไปพร้อมกับการแปรสภาพของซูเปอร์บอร์ด ที่ต่อไปอาจกลายเป็นแค่เสือกระดาษ ควรต้องเร่งหาทางจัดการกับคดีทุจริตในแบงก์รัฐทั้งหมด ไม่ส่องกล้องไปแค่แบงก์รัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ที่อยู่ระหว่างรอการอนุมัติแผนฟื้นฟูจากซูเปอร์บอร์ดเพียงเท่านั้น

แต่ควรจัดการคดีทุจริตแบบปูพรมทั้งระบบ ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน) หรือเอ็กซิมแบงก์ด้วย เพื่อให้เกิดมาตรฐาน ความโปร่งใส และความเป็นธรรมทั้งระบบ ยกตัวอย่างกรณีธนาคารออมสิน แม้จะเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่มีผลดำเนินงานยอดเยี่ยม แต่ไส้ในก็มีปัญหาเรื่องมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ

ในปี 2555 ทาง ธปท.เคยตั้งข้อสังเกตการปล่อยสินเชื่อที่ไม่ปกติของธนาคารออมสินราว 20 รายการ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการธนาคารตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงในหลายกรณี ทั้งกรณีการปล่อยกู้สร้างโรงพักทั่วประเทศ และการปล่อยกู้ที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ จากที่คิดว่าจะไปทำโรงแรมหรู กลายเป็นสถานอาบ อบ นวด จนมีคนมาร้องเรียนว่าธนาคารปล่อยกู้เพื่อทำธุรกิจที่ขัดต่อศีลธรรมได้หรือไม่

ด้าน ธอส.เองแม้จะไม่พบการอนุมัติสินเชื่อที่ไม่ปกติ เพราะได้เลิกการปล่อยกู้ให้กับเอกชนเพื่อไปทำโครงการขนาดใหญ่แล้ว แต่ก็มีปัญหาภายในเรื่องการทุจริตของพนักงานที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการเอาความผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ 2 แบงก์รัฐที่เข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ มีการทุจริตปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่องเพราะถูกการเมืองแทรกแซง ประกอบกับแบงก์ทั้งสองแห่งขาดการตรวจสอบจากมืออาชีพ และไม่มีเกณฑ์การควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่ได้มาตรฐาน มีแต่ผู้บริหารมาคุยโวว่าเอาระบบที่ได้มาตรฐานมากำกับการปล่อยสินเชื่อ แต่ไม่เคยมีการใช้จริง ทำให้วันนี้ไอแบงก์แม้จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู แต่ยังไม่สามารถหยุดการตกชั้นของลูกหนี้ได้

ล่าสุด หลังการตรวจสอบฐานะทางการเงินพบหนี้ตกชั้นอีก 6,000 ล้านบาท ทำให้ยอดหนี้เสียเพิ่มสูงกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท หรือเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของยอดสินเชื่อคงค้างที่ระดับ 1 แสนล้านบาท โดยพบว่าหนี้เสียส่วนใหญ่มาจากการปล่อยกู้ลูกค้ารายใหญ่ ที่เจ้าหน้าที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินความเสี่ยงได้ดีเท่ากับธนาคารพาณิชย์

ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์ ก็พบหนี้เสียมากกว่า 3-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกิดจากพิษใบสั่งการเมืองให้ทำโครงการที่เสี่ยง และเกิดจากปล่อยกู้ที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่จากการเร่งตั้งกรรมการชุดใหม่เมื่อกลางปี ทำให้สามารถวางแนวทางการจัดการหนี้เสียได้ ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารสามารถปรับโครงสร้างหนี้ ส่งผลให้ยอดหนี้เสียลดลงมากว่า 3,000 ล้านบาท

ณ สิ้นปี 2557 ธนาคารมียอดหนี้เสียคงค้างที่ 3.19 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 37.61% ของสินเชื่อคงค้าง โดยมีเป้าหมายการแก้หนี้เสียปีนี้อีกไม่น้อยกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่ายอดหนี้เสีย ณ สิ้นปี 2558 คงเหลือในระดับที่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 20% ของยอดสินเชื่อคงค้าง

และเพื่อเป็นการจัดการกับปัญหาหนี้เสียที่เกิดจากการทุจริตปล่อยสินเชื่อในระดับเจ้าพนักงาน และผู้บริหารฉ้อโกงกันเอง เพราะเห็นเพียงว่าแบงก์รัฐไม่มีเจ้าภาพ ไม่มีเจ้าของที่คอยเอาใจใส่เรื่องหนี้เสียเหมือนธนาคารพาณิชย์  ในที่สุดแล้วเชื่อว่าซูเปอร์บอร์ด ต้องออกมาเทกแอ็กชั่น หรือปฎิบัติพิเศษด้วยความเข้มข้น ทั้งการหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้จริงๆ และต้องประสานความร่วมมือกับ ธปท.ในการวางระเบียบปฏิบัติใหม่ให้กับแบงก์รัฐ

ยังมีปัญหามากมายหลายเรื่องในแบงก์รัฐ ที่ซูเปอร์บอร์ดต้องเข้ามาวางระบบ ทั้งเรื่องการปล่อยสินเชื่อที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงกระบวนการในการติดตามทวงหนี้ที่เข้มข้นขึ้นตามลำดับชั้น ก่อนที่ซูเปอร์บอร์ดจะหมดอำนาจไป

การวางระบบนี้เป็นการทำเพื่อเป็นการป้องกันแบงก์รัฐไม่ให้ถูกการเมืองรุมสกรัม รุมทึ้งกินโต๊ะจนเสียหายไปหลายแสนล้านบาทอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท