posttoday
เศรษฐกิจไทยฟื้นหรือฟุบ

เศรษฐกิจไทยฟื้นหรือฟุบ

11 กุมภาพันธ์ 2558

ในยามนี้ถ้าจะไม่พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจของไทยก็คงจะไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว มีผลกระทบเห็นกันชัดๆ

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ในยามนี้ถ้าจะไม่พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจของไทยก็คงจะไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว มีผลกระทบเห็นกันชัดๆ แต่เรื่องความรู้สึกนั้นบางทีก็ใช้เป็นเกณฑ์วัดที่แน่นอนไม่ได้ จึงต้องมีการติดตามกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทราบข่าวสาร ตัวเลข และความเห็นของผู้รู้ ตลอดจนผู้อยู่วงในกันให้แน่นอน จะได้ไม่เป็นการใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อติดตามกันไปแล้วก็ทำให้งงๆ ว่าเศรษฐกิจของไทยจะฟื้นหรือฟุบกัน แน่ เพราะดูจากตัวเลขของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ทำการสำราจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือน ม.ค. 2558 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,239 คน พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน ม.ค. 2558 ลดลงจากเดือน ธ.ค. 2557 คือ จาก 81.1 เป็น 80.4 โดยเป็นการปรับตัวลงทุกรายการ นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมก็ลดลงจาก 70.5 ในเดือน ธ.ค. 2557 เป็น 69.7 ในเดือน ม.ค. 2558 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการหางาน และความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตก็ลดลงเช่นกัน โดยลดลงจาก 74.6 เป็น 74.1 และ 98.3 เป็น 97.4 ตามลำดับ

แต่พอมาฟังรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจแถลงก็ดูอะไรๆ มันจะมีชีวิตชีวาขึ้น เพราะบอกว่าสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มมีให้เห็นแล้ว โดยดูจากภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือน ม.ค. 2558 นี้ เก็บได้ถึง 4 หมื่นล้านบาท นับเป็นมูลค่าที่สูงเป็นประวัติการณ์ เพราะถึงแม้ว่าปกติเดือน ม.ค. จะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Added Tax ได้สูงอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เคยสูงถึง 4 หมื่นล้านบาทเท่าในปีนี้ แถมเมื่อย้อนไปดูปีที่แล้ว โดยดู 3 เดือนย้อนหลังก็จะเห็นได้ว่า มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นเป็นลำดับ คือในเดือน ต.ค. 2557 เก็บได้ 3.3 หมื่นล้านบาท ในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. 2557 เก็บได้ 3.4 และ 3.9 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ และมาเพิ่มเป็น 4 หมื่นล้านบาทในเดือน ม.ค. 2558 ดังกล่าว ซึ่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนี้ก็น่าจะสอดคล้องกับที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ) ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยปีนี้จะมีจีดีพีโตได้ 3.5-4.5% และส่งออกจะเพิ่มขึ้น 4% นอกจากนี้ ถ้าได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐก็จะเห็นคำยืนยันว่าได้มีการเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการใหญ่ๆ ในไตรมาส 2 ไปแล้วกว่า 40% หรือน่าจะร่วม 2 แสนล้านบาท ซึ่งไตรมาส 2 นี้เป็นไตรมาส 2 ของปีงบประมาณไม่ใช่ปีปฏิทิน และมีการคาดการณ์ว่าจะมีการเบิกจ่ายจากงบลงทุนในไตรมาส 2 นี้ประมาณ 55% ของงบลงทุนทั้งหมดซึ่งมีประมาณ 4.49 แสนล้านบาท หรือเกินครึ่งไปนิดหน่อย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็น่าจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะนี่ยังไม่นับการใช้จ่ายรวมของรัฐบาล ซึ่งประมาณการไว้ว่าการใช้จ่ายรวมในปีงบประมาณ 2558 น่าจะอยู่ที่ 2.47 ล้านล้านบาท

คราวนี้ก็คงต้องมาดูกันว่า ไอ้เจ้าเงินเฟ้อที่มันเติบโตติดลบมาหลายๆ เดือนนั้น มันเป็นสัญญาณของภาวะเงินฝืด หรือ Stagnation หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ คือ เดือน ม.ค. 2558 ที่พูดกันว่า มีสัญญาณฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็ยังปรากฏว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังขยายตัวที่อัตราติดลบ 0.4% แต่ก็มีเหตุผลว่าเป็นเพราะค่าน้ำมันที่ลดลง คงต้องดูเดือนต่อไปอีกเดือนที่ค่าน้ำมันเริ่มจะเพิ่มขึ้นแล้วว่า อัตราเงินเฟ้อจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนไม่อยากให้มีการมองในแง่บวกมากนัก เพราะหากเกิด Stagnation จริง (อย่าว่าแต่เงินฝืดเลย) จะแก้ไม่ทัน ยิ่งภาวะการเมืองก็มีแต่จะคอยตอแย ไม่ให้ได้อยู่กันอย่างเป็นสุข

โดยเฉพาะการที่เศรษฐกิจของประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกอยู่ ถึงแม้ว่าตัวเลขข้างต้นจะแสดงให้เห็นว่าน่าจะเริ่มมีการใช้จ่ายของรัฐบาลและการลงทุนเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจแล้วก็ตาม แต่ถ้าการส่งออกซึ่งเป็นตัวที่หารายได้เข้าประเทศตัวพ่ออยู่ยังง่อนแง่น ก็ยังอดที่จะหวาดเสียวไม่ได้ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็นั่งยันนอนยันและยืนยันว่าค่าเงินบาทของไทยยังไม่แข็งเกินไป ขณะนี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแค่วันละ 10-20 สตางค์เท่านั้น ซึ่งถือว่าผันผวนน้อยมาก ต่างจากช่วงที่เงินบาทเคลื่อนไหววันละ 50 สตางค์ และจากต้นปีมาจนถึงปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.86% ใกล้เคียงกับที่แข็งค่าขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ. 2557 คือตอนนั้นแข็งค่าขึ้น 0.74%  พูดง่ายๆ ก็น่าจะตีความได้ว่า ยังไม่ต้องลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่เอกชนก็กำลังส่งเสียงว่า ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเขาลดอัตราดอกเบี้ยลงแล้ว ประเทศไทยทำไมยังเฉยอยู่

งานนี้จึงยังต้องลุ้นกันต่อไปอีก 1-2 เดือนว่าสัญญาณเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือ กระทรวงพาณิชย์คงจะหืดขึ้นคอแน่ ถ้าราคาสินค้ากลับเพิ่มขึ้น แต่เงินเฟ้อโดยรวมยังเพิ่มขึ้นในอัตราติดลบต่อไป และถ้าเงินบาทยังแข็ง เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค การส่งออกก็ต้องออกแรงกันสุดเหวี่ยง แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐประกาศตัวเลขออกมาแข็งแกร่งขึ้น และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินดอลลาร์สหรัฐตามที่ชักจะมีเสียงวิเคราะห์กันว่าเงินดอลลาร์สหรัฐคงจะแข็งขึ้น คราวนี้ก็ไม่แน่ว่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร คงต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ช่วงนี้เลยมีชีวิตอยู่กับการลุ้นๆ ไม่ทราบว่าอะไรจะออกหัว อะไรจะออกก้อย

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง