
ยางใต้ดิ้นหนีวิกฤต
เกษตรกรเมืองตรังเปลี่ยนแนวคิดเลิกขายยางสด หันผลิตยางแผ่น แม้ยุ่งยากแต่คุ้มค่าขายได้ราคาสูงต่างกันกิโลกรัมละ 5-10 บาท
เกษตรกรเมืองตรังเปลี่ยนแนวคิดเลิกขายยางสด หันผลิตยางแผ่น แม้ยุ่งยากแต่คุ้มค่าขายได้ราคาสูงต่างกันกิโลกรัมละ 5-10 บาท
เกษตรกรผู้ปลูกสวนยางพารา หมู่ 9 ต.นาข้าวเสีย อ.นาโยง จ.ตรัง กว่า 30 ครัวเรือนพากันเปลี่ยนแนวคิดเลิกจำหน่ายน้ำยางสดหันไปเปลี่ยนผลิตยางแผ่นแทน แม้ขั้นตอนต่างๆ จะยุ่งยากและใช้เวลานานขึ้นกว่าจะขายได้ แต่หากเทียบความคุ้มค่าแล้วเมื่อผลิตเป็นยางแผ่นจะขายได้สูงต่างกันถึงกิโลกรัมละ 5-10 บาท ทำให้มีรายได้จุนเจือครอบครัวเพียงพอต่อยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน
น.ส.ภูมิจิต ศรีแก้ว เกษตรกรผู้ปลูกสวนยาง หมู่ 9 ต.นาข้าวเสีย อ.นาโยง เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสวนยาง 300 ไร่และจ้างพนักงานกรีดยางจำนวน 30 คน แต่หลังจากที่ราคาน้ำยางสดตกต่ำจึงได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดมาผลิตยางแผ่นแทน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้มีรายได้มากขึ้น เพราะราคาน้ำยางสดกับยางแผ่นมีความต่างกันมาก หรือห่างกันอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 5-10 บาท ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาต้องสูญรายได้ไปวันละหลายหมื่นบาท
น.ส.ภูมิจิต กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ต้นทุนทำสวนยางเพิ่มสูงมากและใน 1 ปีสามารถกรีดยางได้เพียง 7-8 เดือน จากนั้นช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนต้องหยุดกรีด ทำให้ขาดรายได้ยิ่งเมื่อราคาตกต่ำทำให้เจ้าของสวนบางรายต้องปรับเปลี่ยนไปปลูกปาล์มแทน เพราะเชื่อว่าราคายางคงไม่ขยับถึงกิโลกรัมละ 100 บาทเหมือนในอดีตแล้ว
ขณะที่เกษตรกรชาวสวนยางจาก จ.ตรัง สตูล และสงขลา ได้ทยอยนำยางไปขายที่บริเวณตลาดกลางยางพารา ถนนสุขยางค์ อ.เมือง จ.ยะลา กันอยางคึกคัก เนื่องจากที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่นั้นต้องรอคิวนานมาก บางครั้งต้องรอนานเป็นสัปดาห์จึงสามารถลงยางได้ โดยส่วนใหญ่ยางที่นำมาขายจะเป็นยางแผ่นรมควันชั้น 3 ซึ่งราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 63 บาท
ด้าน นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกร โดยมีนายนำชัย พรหมมีชัย ผู้ตรวจราชการฯ และนางอารีย์ โสมวดี ผู้ตรวจราชการฯ เป็นประธาน ซึ่งจะเน้นเรื่องของกระบวนการรับซื้อน้ำยางสด และกระบวนการดำเนินการแก้ปัญหาราคายางพาราในระดับพื้นที่ว่าสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือเกษตรกรได้จริงหรือไม่







