
เลิกง้อรัฐ ชาวบ้านร่วมใจสู้ภัยแล้ง
ปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลกระทบขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
ปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลกระทบขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. 2557-ปัจจุบัน ทั้งสิ้นมี 9 จังหวัด 34 อําเภอ 225 ตําบล 2,343 หมู่บ้าน แต่ความช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบภัยแล้งให้กับประชาชนนั้นก็ยังไม่เพียงพอ ในหลายพื้นที่ประชาชนหาวิธีแก้ปัญหาช่วยเหลือตนเอง
ที่ จ.น่าน ชาวบ้าน ต.ศิลาแลง และวรนคร อ.ปัว กว่า 2,000 คน พากันลงแรงซ่อมแซมฝายแก้ง บ้านหัวน้ำ ต.ศิลาแลง ซึ่งถูกน้ำป่าซัดพังเสียหายมาตั้งแต่ปี 2554 จนไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งส่งผลให้ขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค การปศุสัตว์ และการเกษตร ในช่วงฤดูแล้ง
ประเสริฐ มูลคำ ประธานคณะกรรมการเหมืองฝายบ้านหัวน้ำ บอกว่า ฝายแห่งนี้หล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านจำนวน 2,125 ไร่ หลังจากเสียหายตั้งแต่ปี 2554 ก็ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ รวมทั้งระบบท่อส่งน้ำสู่พื้นที่การเกษตรก็แตกเสียหายด้วย ทำให้ไม่สามารถใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน ได้เคยร้องของบประมาณซ่อมแซมจากหน่วยงานรัฐแต่ได้รับแจ้งว่าไม่มี
“กระทั่งล่าสุดโครงการซ่อมแซม ปรับปรุง เสริมฝาย อ่างเก็บน้ำ การส่งน้ำด้วยระบบท่อ ตามยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงภาคการเกษตรและชนบท ตามโครงการสร้างฝาย จ.น่าน และมูลนิธิปิดทองหลังพระ เข้ามาสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ และให้ชาวบ้านเป็นแรงงานในการซ่อมแซม ทำให้ชาวบ้านผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันวันละ 100 คน ช่วยกันซ่อมแซมฝายเพื่อให้มีน้ำใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะฤดูแล้งที่จะถึงนี้ ซึ่งชาวบ้านคาดหวังว่าหลังจากซ่อมฝายแก้งแล้วเสร็จ จะสามารถปลูกพืชผักไว้กิน และขายสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี” ประเสริฐ กล่าว
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีพื้นที่ประสบภัยแล้งมากที่สุดถึง 6 จังหวัด ถือได้ว่าได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่อื่นๆ ทองจันทร์ จิตรโชติ ชาวบ้านหนองเข็ง ต.โพนเขวา อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งปรับอาชีพมาส่งน้ำขายตามบ้านเรือน บอกว่า ขณะนี้ได้เกิดการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคใน 3 ตำบล ของ อ.เมืองศรีสะเกษ ได้แก่ ต.โพนเขวา หนองแก้ว และโพธิ์ กว่า 30 หมู่บ้าน ซึ่งห่างจากเทศบาลเมืองศรีสะเกษเพียง 6 กิโลเมตรเท่านั้น
“ชาวบ้านต้องซื้อน้ำจากรถขายน้ำราคารถละ 100-150 บาท มีปริมาณน้ำ 1,500 ลิตร วันไหนที่มีอากาศร้อนชาวบ้านใช้น้ำกันเยอะก็ต้องรอคิวจากรถขายน้ำ บางวันรถน้ำส่งไม่ทันต้องไปขอยืมน้ำจากบ้านข้างเคียงมาใช้ในห้องน้ำอย่างยากลำบาก ระยะนี้ชาวบ้านสั่งน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมวันละ 10 เที่ยวรถ เป็นวันละ 20 เที่ยว”
อย่างไรก็ตาม ภาวะที่แหล่งน้ำตามธรรมชาติและเขื่อนเก็บน้ำต่างๆ แห้งขอด ไม่เพียงพอต่อการทำนาปรัง ซึ่งหมายถึงรายได้ของประชาชนเกือบครึ่งประเทศ การหารายได้เลี้ยงชีวิตในช่วงหน้าแล้งจึงต้องปรับตัว ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย โดยที่ จ.กาฬสินธุ์ ชาวบ้านขมิ้น หมู่ 1 ต.ขมิ้น อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ต่างพากันปรับพื้นที่นาเป็นไร่นากลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกมะเขือเทศ เนื่องจากมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงที่ พร้อมลงทุนแจกเมล็ดพันธุ์และประกันราคารับซื้อ สร้างความมั่นใจให้เกษตรกรจึงหันมาปลูกมะเขือเทศกันจำนวนมาก
สุดใจ พาระพล เจ้าของแปลงมะเขือเทศในหมู่บ้านขมิ้น บอกว่า หันมาปลูกมะเขือเทศกว่า 4 ปีแล้ว เพราะมีโรงงานอุตสาหกรรมมาติดต่อ โดยหลังจากผ่านการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว ชาวบ้านไม่กล้าเสี่ยงทำนาปรังจึงเปลี่ยนมาปลูกมะเขือเทศแทน ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 3-4 เดือนเก็บเกี่ยวผลผลิตตากแห้งส่งให้กับโรงงาน โดยขายได้กิโลกรัมละ 3,700 บาท
ขณะเดียวกัน ภัยแล้งก็ส่งผลถึงพืชเศรษฐกิจในช่วงหน้าแล้ง อาทิ ชาวสวนมะนาวในพื้นที่ จ.ชัยนาท ปราณี คุ้มวงษ์ แม่ค้าและเจ้าของสวนมะนาว เปิดเผยว่า ขณะนี้ความแห้งแล้งและอากาศที่หนาวเย็นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาทำให้มะนาวติดผลน้อย ขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคยังคงเท่าเดิม
ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคามะนาวปรับขึ้น มะนาวขนาดใหญ่หรือจัมโบ้ลูกละ 5 บาท ขนาดกลางลูกละ 4 บาท และขนาดเล็กลูกละ 3 บาท ขณะที่น้ำมะนาวคั้นบรรจุขวดขนาด750 ซีซี จากขวดละ 90 บาท ปรับขึ้นเป็น 100 บาท คาดว่าเดือน เม.ย.นี้ ความต้องการของตลาดจะมากขึ้นหลายเท่าตัว คาดว่าราคามะนาวจะปรับขึ้นสูงได้ถึงลูกละ 15 บาท และอาจจะเกิดการขาดตลาดในช่วงนั้นด้วย







