posttoday
"ยิ่งลักษณ์" เข้ามุมอับ ขยับยาก

"ยิ่งลักษณ์" เข้ามุมอับ ขยับยาก

11 กุมภาพันธ์ 2558

สถานภาพของ "ยิ่งลักษณ์" ในเวลานี้จะถูกไล่ต้อนให้ไปอยู่ในมุมอับ จนยากจะเคลื่อนไหวใดๆ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

กำลังถูกไล่ต้อนให้มาอยู่ใน “มุม​อับ” จนยากจะขยับเขยื้อนไปทางไหนได้ สำหรับอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร ที่เวลานี้ทำได้เพียงแค่ก้มหน้าก้มตารับสภาพ​

เริ่มตั้งแต่มติสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แบบท่วมท้น 190-18 ถอดถอนยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่ง พร้อมถูกตัดสิทธิพ้นถนนการเมืองอีก  5 ปี จากกรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว

วิบากกรรมยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อโครงการรับจำนำข้าวยังพ่นพิษต่อเนื่องทั้ง “คดีอาญา” ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังจะส่งหนังสือเรียกตัวยิ่งลักษณ์ ให้ไปรายงานตัวต่ออัยการสูงสุด​ (อสส.)​ เพื่อดำเนินการส่งฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง​ ในวันที่ 19 ก.พ.นี้

ดูทิศทางลมเวลานี้ คดีอาญาที่เกี่ยวพันทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เรื่องการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ น่าจะเป็นมรสุมลูกใหญ่อีกลูก

ที่สำคัญ โทษในคดีนี้ยังรุนแรงถึงขั้นจำคุก ไม่ว่าจะเป็นกรณีรอลงอาญาหรือไม่ แต่หากศาลตัดสินว่ามีความผิดย่อมกลายเป็นชนักปักหลังไปตลอด

ปัญหาอยู่ตรงที่การหยั่งกระแสขอเดินทางไปฮ่องกงรอบล่าสุด แต่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เบรกเอาไว้

ถือเป็นการปิดทาง “ลี้ภัย” หลบหนีคดีออกต่างประเทศ อย่างที่หลายคนเคยประเมินว่าสูตรนี้อาจจะเป็น “ทางออกสุดท้าย” เดินตามรอยพี่ชายที่เวลานี้ยังต้องระหกระเหินอยู่ต่างประเทศ

แน่นอนว่าการตัดสินใจไม่ให้ ยิ่งลักษณ์ ออกนอกประเทศของ คสช.​ ​เพื่อไม่ให้ถูกครหาว่าสมรู้ร่วมคิด เพราะบทเรียนจากสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีให้เห็นอยู่แล้ว หากปล่อยให้เกิดซ้ำรอยเดิมย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช.

โดยเฉพาะคดีนี้ใกล้เริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ดังนั้นการโยนแรงกดดันไปให้ศาลเพื่อพิจารณาว่าจะให้ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศในช่วงระหว่างการพิจารณา จึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ​

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มกลับตาลปัตรจากเดิมที่กระแส “ฮั้ว” เพื่อ “ปรองดอง” มาแรง สอดรับกับท่าทีประนีประนอมของ คสช.  กลับกลายเป็นการเปิดหน้าลุยใส่ฝั่งตรงข้ามในระยะหลัง ยิ่งฉุดให้ยิ่งลักษณ์ ตกในที่นั่งลำบากมากขึ้น

แถมเวลานี้​ “แรงหนุน” ที่เคยประคับประคองรัฐบาลเพื่อไทยฝ่าฟันอุปสรรคเรื่อยมากำลังอ่อนแรง คงเป็นเรื่องยากที่จะปลุกมวลชนออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ท่ามกลางการประกาศกฎอัยการศึก​

ยิ่งภายหลัง คสช.​เปิดหน้าชนกับกลุ่มอำนาจเก่า ไม่ว่าจะเป็นการเรียกบรรดาแกนนำ นปช. และเพื่อไทย ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ไปปรับทัศนคติ ทั้ง จาตุรนต์ ฉายแสง สิงห์ทอง บัวชุม สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล

ต่อเนื่องมาจนถึงความพยายามเชื่อมโยงเหตุป่วน ทั้งระเบิดบริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหน้าพารากอน และแถลงการณ์ปลอมที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน มาตรา 112  ว่าเกี่ยวพันไปถึงกลุ่มคนเสื้อแดง

นอกจากจะเป็นสัญญาณการไล่บี้กับฝั่งขั้วอำนาจเก่าแล้ว ยังถือเป็นการป้องปรามไม่ให้เสื้อแดง หรือฝั่งที่อยู่ตรงข้าม คสช.​ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะหมิ่นเหม่เข้าข่ายการกระทำต่อการประกาศกฎอัยการศึก 

อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังดำเนินการจัดทำอยู่เวลานี้ ที่เลือกใช้โมเดลเลือกตั้งจากเยอรมนี เพื่อมาแก้ไขปัญหาการเมืองเดิมๆ ของไทย ยังถูกมองว่าเป็นการลิดอำนาจของเพื่อไทย ไม่ให้มีเสียงถล่มทลายเหมือนที่ผ่านมา โอกาสการกลับมายิ่งใหญ่ของพรรคเพื่อไทยจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่ผ่านมา  

ยังไม่รวมกับกระแสพรรคแตกที่ประเมินว่าระบบเลือกตั้งใหม่อาจเย้ายวนให้ผู้สมัครฐานเสียงเข้มแข็งเดิมๆ ไปลงอิสระเพื่อจะได้ไม่ต้องไปแข่งกันเองในพรรคกับผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ

สัญญาณแตกหักระห​​ว่าง คสช. และขั้วอำนาจเก่า ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ยังถือเป็นการตัดสินใจเลือกข้างเพื่อประคองตัวของ คสช. ไม่ให้ต้องเสียมวลชนที่เคยสนับสนุนรัฐประหาร

แถมยังป้องกันไม่ให้กลุ่มนี้ย้อนกลับมาสร้างปัญหาในอนาคต ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะรู้อยู่แล้วว่าความสงบที่เกิดขึ้นในเวลานี้เป็นไปเพราะกฎอัยการศึกที่ยังควบคุม และอำนาจเบ็ดเสร็เด็ดขาดในมือ คสช. การผลีผลามทำอะไรย่อมเปลืองตัว สู้รอเก็บแรงไว้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะดีกว่า 

ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท คสช.​จำเป็นที่จะต้องตัดตอนอำนาจที่จะมาเป็นอันตรายต่อ คสช.​ในอนาคต

สุดท้ายจึงไม่แปลกที่สถานภาพของ ยิ่งลักษณ์ ในเวลานี้จะถูกไล่ต้อนให้ไปอยู่ในมุมอับ จนยากจะเคลื่อนไหวใดๆ เมื่อรู้อยู่แล้วว่ายิ่งออกแรงเท่าไหร่ ย่อมมีแต่เปลืองแรงและเหนื่อยเปล่า

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน