
"ยิ่งลักษณ์" เข้ามุมอับ ขยับยาก
สถานภาพของ "ยิ่งลักษณ์" ในเวลานี้จะถูกไล่ต้อนให้ไปอยู่ในมุมอับ จนยากจะเคลื่อนไหวใดๆ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กำลังถูกไล่ต้อนให้มาอยู่ใน “มุมอับ” จนยากจะขยับเขยื้อนไปทางไหนได้ สำหรับอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เวลานี้ทำได้เพียงแค่ก้มหน้าก้มตารับสภาพ
เริ่มตั้งแต่มติสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แบบท่วมท้น 190-18 ถอดถอนยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่ง พร้อมถูกตัดสิทธิพ้นถนนการเมืองอีก 5 ปี จากกรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว
วิบากกรรมยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อโครงการรับจำนำข้าวยังพ่นพิษต่อเนื่องทั้ง “คดีอาญา” ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังจะส่งหนังสือเรียกตัวยิ่งลักษณ์ ให้ไปรายงานตัวต่ออัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินการส่งฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 19 ก.พ.นี้
ดูทิศทางลมเวลานี้ คดีอาญาที่เกี่ยวพันทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เรื่องการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ น่าจะเป็นมรสุมลูกใหญ่อีกลูก
ที่สำคัญ โทษในคดีนี้ยังรุนแรงถึงขั้นจำคุก ไม่ว่าจะเป็นกรณีรอลงอาญาหรือไม่ แต่หากศาลตัดสินว่ามีความผิดย่อมกลายเป็นชนักปักหลังไปตลอด
ปัญหาอยู่ตรงที่การหยั่งกระแสขอเดินทางไปฮ่องกงรอบล่าสุด แต่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เบรกเอาไว้
ถือเป็นการปิดทาง “ลี้ภัย” หลบหนีคดีออกต่างประเทศ อย่างที่หลายคนเคยประเมินว่าสูตรนี้อาจจะเป็น “ทางออกสุดท้าย” เดินตามรอยพี่ชายที่เวลานี้ยังต้องระหกระเหินอยู่ต่างประเทศ
แน่นอนว่าการตัดสินใจไม่ให้ ยิ่งลักษณ์ ออกนอกประเทศของ คสช. เพื่อไม่ให้ถูกครหาว่าสมรู้ร่วมคิด เพราะบทเรียนจากสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีให้เห็นอยู่แล้ว หากปล่อยให้เกิดซ้ำรอยเดิมย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช.
โดยเฉพาะคดีนี้ใกล้เริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ดังนั้นการโยนแรงกดดันไปให้ศาลเพื่อพิจารณาว่าจะให้ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศในช่วงระหว่างการพิจารณา จึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มกลับตาลปัตรจากเดิมที่กระแส “ฮั้ว” เพื่อ “ปรองดอง” มาแรง สอดรับกับท่าทีประนีประนอมของ คสช. กลับกลายเป็นการเปิดหน้าลุยใส่ฝั่งตรงข้ามในระยะหลัง ยิ่งฉุดให้ยิ่งลักษณ์ ตกในที่นั่งลำบากมากขึ้น
แถมเวลานี้ “แรงหนุน” ที่เคยประคับประคองรัฐบาลเพื่อไทยฝ่าฟันอุปสรรคเรื่อยมากำลังอ่อนแรง คงเป็นเรื่องยากที่จะปลุกมวลชนออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ท่ามกลางการประกาศกฎอัยการศึก
ยิ่งภายหลัง คสช.เปิดหน้าชนกับกลุ่มอำนาจเก่า ไม่ว่าจะเป็นการเรียกบรรดาแกนนำ นปช. และเพื่อไทย ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ไปปรับทัศนคติ ทั้ง จาตุรนต์ ฉายแสง สิงห์ทอง บัวชุม สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
ต่อเนื่องมาจนถึงความพยายามเชื่อมโยงเหตุป่วน ทั้งระเบิดบริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหน้าพารากอน และแถลงการณ์ปลอมที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน มาตรา 112 ว่าเกี่ยวพันไปถึงกลุ่มคนเสื้อแดง
นอกจากจะเป็นสัญญาณการไล่บี้กับฝั่งขั้วอำนาจเก่าแล้ว ยังถือเป็นการป้องปรามไม่ให้เสื้อแดง หรือฝั่งที่อยู่ตรงข้าม คสช.ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะหมิ่นเหม่เข้าข่ายการกระทำต่อการประกาศกฎอัยการศึก
อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังดำเนินการจัดทำอยู่เวลานี้ ที่เลือกใช้โมเดลเลือกตั้งจากเยอรมนี เพื่อมาแก้ไขปัญหาการเมืองเดิมๆ ของไทย ยังถูกมองว่าเป็นการลิดอำนาจของเพื่อไทย ไม่ให้มีเสียงถล่มทลายเหมือนที่ผ่านมา โอกาสการกลับมายิ่งใหญ่ของพรรคเพื่อไทยจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่ผ่านมา
ยังไม่รวมกับกระแสพรรคแตกที่ประเมินว่าระบบเลือกตั้งใหม่อาจเย้ายวนให้ผู้สมัครฐานเสียงเข้มแข็งเดิมๆ ไปลงอิสระเพื่อจะได้ไม่ต้องไปแข่งกันเองในพรรคกับผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ
สัญญาณแตกหักระหว่าง คสช. และขั้วอำนาจเก่า ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ยังถือเป็นการตัดสินใจเลือกข้างเพื่อประคองตัวของ คสช. ไม่ให้ต้องเสียมวลชนที่เคยสนับสนุนรัฐประหาร
แถมยังป้องกันไม่ให้กลุ่มนี้ย้อนกลับมาสร้างปัญหาในอนาคต ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะรู้อยู่แล้วว่าความสงบที่เกิดขึ้นในเวลานี้เป็นไปเพราะกฎอัยการศึกที่ยังควบคุม และอำนาจเบ็ดเสร็เด็ดขาดในมือ คสช. การผลีผลามทำอะไรย่อมเปลืองตัว สู้รอเก็บแรงไว้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะดีกว่า
ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท คสช.จำเป็นที่จะต้องตัดตอนอำนาจที่จะมาเป็นอันตรายต่อ คสช.ในอนาคต
สุดท้ายจึงไม่แปลกที่สถานภาพของ ยิ่งลักษณ์ ในเวลานี้จะถูกไล่ต้อนให้ไปอยู่ในมุมอับ จนยากจะเคลื่อนไหวใดๆ เมื่อรู้อยู่แล้วว่ายิ่งออกแรงเท่าไหร่ ย่อมมีแต่เปลืองแรงและเหนื่อยเปล่า







