
"ถ้าคุณแทรกแซงงานศิลปะได้ คุณก็แทรกได้ทุกอย่าง"
สัมภาษณ์พิเศษ "อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์" ศิลปินละครเวทีเรื่อง "บางละเมิด" ที่กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เมื่อทหารมาเยือนถึงโรงละคร
เรื่อง...อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ...วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
จบลงอย่างอื้อฉาว
สำหรับการ Restage ของละครเวทีเรื่อง "บางละเมิด" ที่เพิ่งจัดแสดงที่ Thong Art Space สุขุมวิท 55 ระหว่างวันที่ 22 มกราคม - 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ละครเรื่องนี้เป็นละครฟอร์มเล็กๆที่เคยจัดแสดงครั้งแรกในปี 2554 ภายใต้ชื่อ “บางละเมิด ดินแดนที่เราไม่เคยได้เป็นเจ้าของ” เนื้อหาว่าด้วยเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นจากทั้งคนดูและนักวิจารณ์ ในแง่การนำเสนอประเด็นทางสังคม มาท้าทายให้ผู้ชมได้การขบคิดอย่างเปิดกว้าง เปี่ยมไปด้วยอารมณ์หลากหลายครบรส และโดดเด่นจนได้รับ ‘รางวัลบทละครดั้งเดิมยอดเยี่ยม’ จากชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดงแห่งประเทศไทย
ทว่าการกลับมาของ "บางละเมิด" เวอร์ชั่นใหม่ ปี 2558 ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองอันเข้มข้น ภายใต้ยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อทหารตบเท้ามาเยือนถึงโรงละคร พร้อมยื่นคำขาดให้ทีมงานทำจดหมายขออนุญาตทั้งยังส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาชมละคร ถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายวิดีโอ ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของการแสดง
ในฐานะศิลปินที่สร้างผลงานโดดเด่นมานานนับ 10 ปี "กอล์ฟ-อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์" ศิลปินสาวจากกลุ่มบีฟลอร์ ผู้สร้างสรรค์และแสดงเดี่ยวเรื่องบางละเมิด ยืนยันว่า เป็นเรื่องที่น่าตกใจยิ่งที่เกิดขึ้นในแวดวงละครเวที.....
เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ทหารมาที่โรงละครหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น
วันนั้นเป็นการแสดงรอบสื่อมวลชน ถือเป็นการแสดงรอบแรกของละครเรื่องนี้ก่อนจะเปิดแสดงจริง เวลาประมาณเที่ยงเราได้รับโทรศัพท์จากทีมงานว่ามีทหารโทรมาที่โรงละครแล้วถามว่า เรื่องบางละเมิดได้ทำจดหมายขออนุญาตรึยัง ตอนนั้นตกใจมาก เพราะไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อน ที่ผ่านมาเวลาทำละคร เราไม่เคยต้องขออนุญาตจากทางเจ้าหน้าที่ เลยโทรปรึกษากับทีมงานกลุ่มบีฟลอร์ ทุกคนลงความเห็นว่าให้โปรดิวเซอร์เป็นคนโทรกลับไปถามว่าเรื่องมันเป็นยังไง ก็ได้ความว่าเราต้องทำจดหมายขออนุญาต เนื่องจากเรื่องนี้ได้รับการแจ้งว่า มีเนื้อหาที่ทำท่าว่าจะต่อต้าน 112 เขาให้เหตุผลมาอย่างนี้ เราก็งงมาก ละครยังไม่ได้เล่น แล้วเขาเอาข้อมูลนี้มาจากไหน
เราเลยบอกว่าโอเค จะทำจดหมายขออนุญาต แต่เนื่องจากวันนั้นจะต้องเล่นแล้วในรอบสองทุ่ม ซึ่งตอนที่คุยกับทหารเวลาประมาณสามสี่โมงเย็น ทหารไม่ยอม ยืนยันว่าต้องทำจดหมายขออนุญาตให้ได้ ไม่งั้นไม่ให้เล่น เราก็บอกว่างั้นขอเชิญทหารมาดูเราแสดงที่โรงละครเลยแล้วกัน เพราะไม่ว่ายังไงก็ต้องเล่นตามโปรแกรมเดิม ส่วนเรื่องจดหมายจะขอส่งตามไปทีหลัง สุดท้ายทหารก็มาที่โรงละคร คนที่มาเป็นนายทหารที่ได้รับคำสั่งมาอีกที เขาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง มาแบบ Blank ๆ มาถึงก็มาถ่ายรูปทีมงาน ถ่ายรูปสถานที่จัดแสดง ถ่ายรูปคนดู ถ่ายเสร็จแล้วก็กลับ ไม่อยู่ชมละครด้วย
สองวันถัดมา ในการแสดงรอบแรกที่เปิดให้คนดูทั่วไปเข้าชม ทหารก็มาดูด้วย เอากล้องวีดีโอ กล้องมือถือมาถ่ายรูปตั้งแต่คนมาลงทะเบียน ถ่ายชื่อคนมาลงทะเบียน ถ่ายรูปคนดูที่กำลังต่อแถวซื้อบัตร ถ่ายทุกอย่าง จนกระทั่งไปนั่งชมการแสดงด้วย แล้วอัดวิดีโอไว้ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ คืนนั้นจำได้ว่ามันเป็นบรรยากาศที่ประหลาดมาก คนดูรู้สึกอึดอัดว่าทำไมมีคนที่ท่าทางแปลกๆสองคนมาถ่ายวิดีโอไว้ตลอด ตอนนั้นรู้สึกกังวลมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ตัวเรา ทีมงาน แต่ไม่รู้มันไปละเมิดสิทธิ์ของคนดูด้วยรึเปล่า คนดูเขาไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ พอจบการแสดง ทหารก็มาบอกว่าเขาจะส่งทหารมาทุกคืนจนกว่าจะได้รับการอนุมัติ แล้วจะถ่ายรูปไว้ด้วย
ท่าทีของทหารเป็นอย่างไรบ้าง
สุภาพ ไม่คุกคามแบบใช้ความรุนแรงทั้งกายและวาจาใดๆทั้งสิ้น มาคืนละ 2 คน สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ซ้ำหน้าบ้างไม่ซ้ำหน้าบ้าง แต่การที่เขาใส่เครื่องแบบเข้ามาในโรงละคร แค่นี้ก็สร้างบรรยากาศความกลัว ความอึดอัดให้พอสมควร คนดูจะหัวเราะก็หัวเราะไม่เต็มที่ จะพูดอะไรก็พูดได้ไม่เต็มที่ เหมือนถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา
ทำไมถึงคิด Restage ละครเรื่องบางละเมิดอีกครั้ง
จุดเริ่มต้นของการ Restage สืบเนื่องจากโปรดิวเซอร์ของทองหล่อ อาร์ต สเปซเขาได้ดูการแสดงเมื่อสามปีที่แล้วและเขาชอบตัวเนื้อหาเลยต้องการหางานมาลงที่นี่ ตอนนั้นยังไม่มีรัฐประหาร ไม่มีการปฏิวัติ เราเลยตอบรับ เพราะเรื่องนี้มันเป็นประเด็นสากลและบ้านเราก็ยังพูดได้ แต่ทีนี้พอเกิดรัฐประหารขึ้น การรีสเตจยังไงก็ไม่สามารถเหมือนเดิมได้แล้ว เนื่องจากสถานการณ์มันเปลี่ยนไป ตัวโครงสร้างประเด็นหลักที่เราพูดในเรื่องนี้คือ Freedom of Expression เรื่องนี้ยังไงมันก็พูดได้ในบ้านเราอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพอมันมีรัฐประหารปุ๊บ แปลว่ามันต้องมีกฎอัยการศึก กฎอัยการศึกนี่ยิ่งขับเน้นให้สถานการณ์มันเข้มข้นขึ้นในเรื่องของการเซ็นเซอร์ หรือเรื่องการใช้กำลังคุกคาม เราเลยต้องปรับเนื้อหาบางส่วน แต่คงโครงสร้างเดิมเอาไว้
เนื้อหาในที่นี้หมายถึงเวลาเราพูดถึงสถานการณ์ ยกตัวอย่าง 2 ปีที่แล้ว เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากกรณีคุณอำพล ตั้งนพกุล หรืออากง SMS แต่พอมาปีนี้เราก็พูดถึงเคสนั้นไม่ได้แล้ว เราพูดถึงเรื่องอื่นแทน แต่มันยังอยู่ในโครงสร้างอันเดียวกัน
เสียงตอบรับจากการแสดงเมื่อ 2 ปีก่อนเป็นยังไงบ้าง
ถือว่าประสบความสำเร็จน่าพอใจ เนื่องจากมันมีทั้งฟีดแบกในทางบวกและลบมาพร้อมๆกัน ฟีดแบกทางบวกคือคนดูที่มีความคิดคล้ายเราเขาก็สนับสนุนเต็มที่ในเรื่องประเด็นนี้ หมายถึงเรื่องตัวบทกฎหมายที่มันให้โทษรุนแรงจนเกินเหตุ หรือกระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นความลับและไม่ได้เปิดสาธารณะ ไม่สามารถพิสูจน์หลักฐานได้ ทุกคนรู้สึกว่ามันถูกละเมิดสิทธิ์พลเมือง
ขณะเดียวกันฟีดแบกในทางลบมาจากคนที่เขายืนอยู่ฝั่งที่ไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้กระทบกับเขา เขารู้สึกว่าเราก้าวล่วงความเชื่อของเขา เขาเชื่อว่ากฎหมายนี้มันดีแล้ว มันปกป้องบางสิ่งบางอย่างที่้เขาศรัทธา คุณจะไปแตะต้องมันทำไม ตรงนี้แหละที่เราคิดว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทหารมาหาเราในครั้งนี้ว่า คนที่เคยดูการแสดงเมื่อ 2 ปีที่แล้วรึเปล่า พอมารู้ว่าบางละเมิดจะกลับมา Re-Stage ก็เลยแจ้งทหาร เพราะวันที่ทหารเข้ามาหาที่โรงละครก็ถือ Press Release ติดมือมาด้วย อันนี้เป็นข้อสันนิษฐานส่วนตัวนะ
สงสัยว่าอาจจะมาจากคนในวงการด้วยกัน
(พยักหน้า) มันทำให้เกิดความรู้สึกว่า เฮ้ย คนทำงานศิลปะถูกจับตามองอย่างภาครัฐอย่างละเอียดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ การแสดงยังไม่เปิดแสดง แต่ดันมีทหารมาบอกว่าเรื่องของคุณมันเข้าข่ายประมาณนั้นประมาณนี้ แปลว่าอะไร มันแปลว่าก่อนหน้านี้ก็ถูกจับตามองใช่หรือไม่ แล้วคุณเอาข้อมูลนี้มาจากไหนโดยที่ยังไม่เห็นงานเรา อันนี้เป็นคำถามที่เราอยากรู้
เนื้อหาล่อแหลมสุ่มเสี่ยงขนาดนั้นเชียวหรือ
จะว่าไปแล้วไม่มีจุดไหนเลยนะที่พูดถึงตัวบุคคล หรือโจมตีฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เราพูดถึงประเด็นที่สากลและเป็นกลางมากๆ นั่นคือ เสรีภาพในการแสดงออก มันขึ้นอยู่กับการตีความของคนแล้ว ไม่ว่าเขาจะเอาเวอร์ชั่นเก่าหรือเวอร์ชั่นใหม่มาเปรียบเทียบ เราก็ยืนยันว่างานเราไม่โจมตีตัวบุคคลแน่นอน เราวิจารณ์เรื่องการถูกปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก ส่วนสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้มันเป็นความรู้สึกที่คนที่อยู่ในประเทศไทยรู้สึกร่วมกันหมด งานเราไม่ได้พูดโต้งๆ แต่ประกอบไปด้วย Movement มีทั้ง Interactiveกับคนดู ไม่ใช่บทละครที่มีแต่พูดๆๆ เพราะฉะนั้นมันอาศัยการตีความค่อนข้างเยอะ มีสัญลักษณ์บ้าง คนดูที่จะเชื่อมโยง เขาเชื่อมโยงจากประสบการณ์ของตัวเอง ไม่มีจุดไหนเลยที่จะพูดเป็นคำๆออกมาตรงๆ เพียงแต่เราต้องยอมรับว่าการที่มีทหารมาขอให้ทำจดหมายอนุญาตมันเป็นสิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดขึ้นกับเรา และเราต้องแจ้งให้คนดูรับทราบ
มีการปรับแก้บทเยอะไหม
วันที่ทหารโทรมาวันแรกที่จะต้องแสดง เชื่อไหมว่าเราต้องมาปรับบทใหม่ในวันนั้นเลย ทั้งที่เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมง เราไม่รู้ว่าเขาจะมาไหม แล้วถ้าเขามาดูมันจะมีตรงไหนที่สุ่มเสี่ยงให้เขาตีความ แล้วเราจะซวยหรือเปล่า ต้องใช้คำว่าซวย ไม่ใช่ว่าเรามีความผิดนะ เพราะมันไม่ผิดอยู่แล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าการตีความของเขาจะเป็นยังไง มันเปิดโอกาสเยอะมาก ทีมงานต้องมานั่งสกรีน นั่งหั่นบทกันสดๆ ทั้งยังต้องเชิญทนายความจาก iLaw มาดับเบิ้ลเช็คบทด้วยว่าคำไหนมันสุ่มเสี่ยง มันสุดๆแล้วนะ ต้องมานั่งเซนเซอร์ตัวเองเจ็บปวด หัวเราะไม่ออก มันเป็นความขื่น
หลังปรับบทใหม่ยังสื่อสารในสิ่งที่เราคิดไว้ได้เหมือนเดิมไหม
ดีกว่าเดิมด้วยค่ะ (ตอบเร็ว) เพราะว่าในกระบวนการใช้งานศิลปะเล่าเรื่องมันสามารถพูดได้หลายแบบมากๆ วิธีที่เราจะสื่อสารเรื่องเซนเซอร์ ก็คือการเซนเซอร์นั่นแหละค่ะ ในงานเราก็โชว์ให้คนดูเห็นไปเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง แล้วยิ่งการที่มีทหารมาดู ยิ่งตอกย้ำ Message นี้ของเราโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรแล้ว
ความรู้สึกที่มีทหารอยู่ในโชว์
อยากจะบอกว่าการที่ทหารเข้ามาอยู่ในโชว์เรา ซึ่งเรากำลังพูดเรื่องนี้อยู่ มันยิ่งทำให้คนดูที่อยู่ในโชว์มันสัมผัสได้ถึง Message ที่ต้องการจะสื่อ มันแบบ เออ นี่ไง งานเราถูกละเมิดซะเอง ไม่ต้องทำอะไรเลย มันโชว์ตัวเอง แปลกมาก ทั้งที่มีทหารอยู่กับเรา แต่เราไม่รู้สึกเกร็งกับเขาเลย อาจจะด้วยเรามองว่าการมาของเขาก็เหมือนคนดูคนหนึ่ง เขาอยู่ร่วมในพื้นที่การแสดง กลมกลืนไปกับคนดู ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะทำให้เขาเป็นคนอื่น นอกเหนือไปจากคนดู แล้วงานเราเล่นกับคนดูด้วย เราเลยจับเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ในเมื่อคุณเข้ามาในที่ฉันแล้ว คุณก็ควรจะเป็นคนดูของฉัน กลายเป็นว่าได้รับความร่วมมือดีมากจากทหาร
ทหารเขาสนใจชมละครไหม
มีทั้งไม่สนเลย จะอัดวิดีโอ แล้วรอเวลากลับบ้านอย่างเดียว กับบางคนที่เล่นด้วย มีอารมณ์ร่วม หัวเราะไปกับเรา ให้ทำอะไรก็ทำ (หัวเราะ)
สำหรับคนทำละคร การที่ทหารเข้ามาดูละครครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่แค่ไหน
เอาใกล้ตัวก่อนนะ กลุ่มคนทำละครตัวเองกับเพื่อนๆในวงการบางส่วน ขอย้ำว่าบางส่วน ซีเรียสมาก ตกใจมาก เพราะว่าทุกคนคิดว่าพื้นที่ตรงนี้มันเป็นพื้นที่ที่รัฐไม่ควรเข้ามายุ่ง เพราะมันเป็นพื้นที่ทางศิลปะ การถูกแทรกแซงจากรัฐในพื้นที่ทางศิลปะแปลว่าคุณกำลังปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ นั่นหมายความว่าเราจะต้องทำงานตามใบสั่งของรัฐหรือเปล่า นี่เป็นคำถามจากพวกเรา ซึ่งทุกคนก็จะรู้สึกตกใจ เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันเราก็ได้รับฟีดแบกที่น่าประหลาดใจเช่นเดียวกับจากคนในสายอาชีพเดียวกัน เงียบมาก ไม่แอคชั่นในเรื่องนี้เลย เราไม่แน่ใจว่ามันคือการเซนเซอร์ตัวเองหรือความกลัว หรือความรู้สึกว่าฉันไม่ได้ทำประเด็นแบบนี้ฉันไม่โดนหรอก แต่ว่าเรายืนยันมาตลอดว่าเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับว่าเป็นเพราะงานเรา เรื่องนี้มันเกี่ยวกับวิชาชีพ เราก็แค่หนึ่งในเหยื่อเท่านั้น มันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดหรอก แต่สิ่งที่เรายืนยันคืออาชีพคนทำละครต่างหาก คุณรู้สึกว่าถูกละเมิดสิทธิ์ในการทำงานสร้างสรรค์หรือเปล่า ในเมื่อเราเห็นฟีดแบกว่าคนร่วมอาชีพไม่ยืนยันในหลักการเดียวกัน ก็ค่อนข้างผิดหวังพอสมควร แต่ก็ต้องบอกว่าโชคดีมากที่มีอีกหลายคนมากๆที่สนับสนุนเรา
โดยเฉพาะสื่อและองค์กรอิสระจากต่างประเทศอย่างสำนักข่าวบีบีซี อัลจาซีรา อียู ยูเอ็น ทุกคนตกใจมาก เขามาดูโชว์ให้เห็นกับตาเลยว่ามันมีทหารจริงๆ เขาได้เจอกับทหารแล้วถามทหารนั้นว่า คุณมาทำอะไรที่นี่ ? ทำไมต้องเป็นเรื่องนี้ ? ทหารก็ตอบไม่ได้ แต่โอเค การมาของเขาทำให้เรารู้ว่ายังมีคนให้ความสนใจและสนับสนุนกับประเด็นนี้ ไม่ใช่เพราะเราโดน แต่เพราะพื้นทางแสดงศิลปะในประเทศไทยกำลังถูกแทรกแซง
บางคนมองว่า รู้ทั้งรู้ว่าสถานการณ์แบบนี้ยังไงก็โดน ทำไมยังขืนทำอีก
มีคนพูดกับเราจริงๆในเฟซบุ๊ก ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมประชาธิปไตย คุณสามารถวิจารณ์ได้ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับเรา เพียงแต่อย่าลืมว่าสิ่งที่เราโดนมันอาจจะเกิดกับใครก็ได้ ถ้าเราซึ่งเป็นคนทำงานศิลปะยังโดนขนาดนี้นับประสาอะไรกับคุณที่อาจจะทำอาชีพสุ่มเสี่ยงกว่าเราหลายเท่า คุณอาจถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา หรือ ร่างพรบ.ความมั่นคงไซเบอร์ คุณคิดได้ไงว่าคุณอาจไม่เจอชะตากรรมเดียวกับเรา คนที่พูดแบบนี้คือคนที่ไม่มองข้ามช็อตไปว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตคืออะไร เราเหมือนคนที่อยู่ในสปอตไลท์ตอนนี้และทำให้คุณเห็นแล้วว่ามันเป็นยังไง ถ้าเกิดเหตุการณ์มันยังเป็นอย่างนี้อยู่ ถ้ายังไม่มีการเลือกตั้ง สถานการณ์ต่อไปมันจะแย่ลง มันอาจจะเป็นใครก็ได้ที่โดน เพราะกฎอัยการศึกมันให้อำนาจที่ค่อนข้างกว้างขวางมาก แม้แต่เราเองที่มีทหารมาสั่งให้ทำจดหมายอนุญาต เรายังไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเลย
ที่ผ่านมา พื้นที่ทางศิลปะเคยโดนแบบนี้ไหม
มีแต่การขอตรวจบท แต่ก็เกิดขึ้นหลังรัฐประหารนะ ก่อนหน้านี้ไม่แน่ใจ ในสายละครเวที ด้วยความที่มันค่อนข้างเล็ก ไม่มีคนให้ความสนใจกว้างขวางขนาดนั้น แต่ก่อนเคสบางละเมิด เคยได้ยินมาว่ามีเพื่อนที่โดนตรวจบทเนื่องจากบทนั้นพูดเรื่องสังคมและการเมือง อันนั้นก็ว่าโหดมากนะ หรือเคสละครเวทีเรื่องเจ้าสาวหมาป่า เคสนั้นจะเรียกว่าเป็นแรงบันดาลใจให้เราในครั้งนี้ก็ได้ เพราะเป็นคนสายอาชีพเดียวกัน ถึงแม้จะต่างสไตล์ก็ตาม แต่โทษที่เขาได้รับมันหนักมาก ขอประกันตัวกี่ครั้งก็ไม่ได้ แต่เรื่องบางละเมิดถือเป็นเป็นครั้งแรกที่มีทหารอยู่ร่วมในโชว์ด้วย
เหตุการณ์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบอะไรต่ออนาคตของคนทำละครบ้าง
ต่อไปนี้คือบรรทัดฐานใหม่แล้วว่าถ้าคุณจะทำละคร คุณจะต้องทำจดหมายขออนุญาต หมายความว่าถ้าคุณยังอยู่ในการปกครองแบบนี้ คุณต้องทำจดหมายขออนุญาตทุกเรื่อง ทหารที่มาในโรงละครวันแรกพูดกับโปรดิวเซอร์เราว่า ละครที่ทำต้องขออนุญาตผมทุกเรื่อง เฮ้ย เราไม่เคยต้องทำจดหมายมาก่อน ทำไมต้องทำ เขาบอกต้องขอหมด มันเป็นการพูดลอยๆ มันเป็นการใช้อำนาจแบบไร้ขอบเขต เหมือนเป็นการดูถูกประชาชนด้วย ถ้าคุณสามารถแทรกแซงงานศิลปะได้ คุณก็แทรกได้ทุกอย่างแล้วตอนนี้
แน่นอนว่ามีผลกระทบต่ออนาคตมากๆ ตอนนี้เราคิดไปถึงขั้นที่ว่าเรื่องต่อไปที่จะทำ กลุ่มเราขึ้นแบล็คลิสต์ไปแล้วรึยัง เราไม่รู้ว่าต่อไปจะทำงานอะไร ต้องสกรีนเนื้อหา หรือเซนเซอร์ตัวเองกันรึเปล่า ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง มันคือความเลวร้ายที่สุดแล้วในฐานะศิลปิน ถ้าไม่สามารถพูดในเรื่องที่เราอยากจะพูดได้ อันนี้คือสิ่งที่แย่ที่สุด อีกอย่างคนทำประเด็นด้านนี้ในบ้านเรามันน้อยอยู่แล้ว ยิ่งต้องเซนเซอร์ตัวเองเข้าไปอีกมันแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว







