
ยังไงๆ ก็ไม่ฝืด
เมื่อวันที่ 3 ก.พ ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ประกาศว่าดัชนีราคาผู้บริโภคหรืออัตราเงินเฟ้อเดือน
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
เมื่อวันที่ 3 ก.พ ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ประกาศว่าดัชนีราคาผู้บริโภคหรืออัตราเงินเฟ้อเดือน ม.ค. 2558 มีค่าเท่ากับ 106.2 ลดลง 0.59% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. 2557 และลดลง 0.41% เมื่อเทียบกับ ม.ค. ของปีที่แล้ว เป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี 4 เดือน นับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2552 เป็นต้นมา
พอได้ยินข่าวนี้ สาวสวย 2 คนที่ทำงานอยู่หน้าห้องผมเข้ามาโวยวายว่า เป็นไปได้ไงที่ทางการประกาศว่าอัตราเงินเฟ้อลดลง เพราะพวกเธอยังต้องซื้อข้าวแกงจานละ 35-40 บาท นั่งรถสองแถวมาทำงาน โดนขึ้นค่าโดยสารอีก 1 บาท ก๊าซหุงต้มก็ขึ้นราคา ค่าโดยสารรถแท็กซี่ก็แพงขึ้น ไม่เห็นมีอะไรถูกลงอย่างที่ว่าเลย
ผมเลยต้องเสียเวลาทำความเข้าใจว่า ข้อที่ 1 ผมไม่ใช่คนที่เธอจะมาโวยเรื่องของแพง เพราะไม่ได้เป็นคนทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นหรือถูกลง ไม่ได้ทำให้ก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวแกงลดหรือเพิ่มราคา เพราะตัวเองเพิ่งซื้อไก่ย่างวิเชียรบุรีที่แผงริมถนนในหมู่บ้านตัวละ 140 บาท จากเติมที่เคยซื้อตัวละ 120 บาท และข้าวเหนียวใส่ถุงที่เคยซื้อถุงละ 5 บาท เดี๋ยวนี้ก็ยังขาย 5 บาท แต่ปริมาณข้าวเหนียวนึ่งในถุงลดลงไปสักครึ่งหนึ่งได้ ผมยังไม่เคยไปโวยวายกับใคร คิดว่าเป็นมาตราการลดน้ำหนักเพราะถูกบังคับให้ลดแป้งที่กินลงโดยปริยาย
ส่วนข้อ 2 คือต้องเข้าใจว่า การคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคนั้น เขาไม่ได้เก็บแค่ตัวเลขก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง ค่ารถโดยสาร ค่ารถแท็กซี่ และก๊าซหุงต้มมาคำนวณเท่านั้น แต่เขายังนำราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคอีกหลายชนิดมาคำนวณด้วย โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมาน้ำหนักถ่วงสูงเวลาคำนวณ เพราะฉะนั้นเมื่อน้ำมันลดราคาก็ฉุดให้ดัชนีราคาผู้บริโภคลดลงตามไปด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เวลาคำนวณดัชนีราคาเขามักจะแยกราคาน้ำมันออกไปคงเพราะกลัวว่าจะทำให้ดัชนีที่ไม่รวมราคาน้ำมันนี้เป็นเกณฑ์เวลาเงินเฟ้อหรือไม่ที่เขาเรียกว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน แต่เดี๋ยวนี้ยกเลิกไปและใช้อัตราเงินเฟ้อที่รวมราคาน้ำมันเข้าไปด้วยแทนที่เรียกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปนั่นเอง
ส่วนถ้าจะถามต่อว่า ก็แล้วเมื่อราคาน้ำมันลดลงแล้ว ราคาก๊าซหุงต้ม ค่าโดยสารรถสองแถว และรถแท็กซี่ ถึงไม่ลดลงตามแต่กลับเพิ่มขึ้น ประเด็นนี้คงต้องไปถามรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเอง แต่เท่าที่ทราบมาเขาว่าการปรับราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด ขอให้ทำใจเสียกลับไปทำงานทำการต่อ ดีกว่าจะมาโวยวายกับผมที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย
เรื่องนี้ก็เลยจบลงแบบงงๆ ด้วยกันทั้งสองฝ่ายอย่างนี้แหละครับ
อย่างไรก็ตาม พอตัวเลขดัชนีราคาใหม่นี้ถูกประกาศออกมา ก็มีผู้แสดงความวิตกกังวลว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคเงินฝืด ผู้คนไม่จับจ่ายใช้สอย ผู้ผลิตผลิตสินค้าออกมาแล้วขายไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโตกระนั้นหรือ
สำหรับประเด็นนี้ หลายฝ่ายก็ช่วยกันออกมาพูดว่า การลดลงของดัชนีราคาเดือน ม.ค.นี้ยังไม่สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่สภาวะเงินฝืดอย่างที่กลัวกันเหมือนประเทศในกลุ่มยุโรป จนล่าสุดธนาคารกลางของสหภาพยุโรปต้องออกมาใช้มาตราการคิวอี อัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคตลอดจนส่งเสริมการส่งออก
ทั้งนี้ เนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภคของไทยเพิ่งลดลงเป็นเดือนแรก และอาจเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นในเดือนต่อๆ ไป ซึ่งปกติการบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่สภาวะเงินฝืดหรือไม่ มักจะดูว่าดัชนีราคาผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องกันสัก 3 เดือนขึ้นไปหรือไม่ สำหรับประเด็นนี้จึงต้องเฝ้ารอดูต่อไปด้วยใจระทึก
ส่วนสาเหตุต่อไป กล่าวคือถึงราคาดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปจะลดลง แต่ดัชนีราคาหรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมราคาน้ำมัน) ยังเพิ่มขึ้นแสดงว่าความต้องการสินค้าและบริการทั่วไปยังเพิ่มขึ้น แต่ที่อัตราเงินเฟ้อลดลงเป็นการลดด้านซัพพลายของราคาสินค้าหลักที่นำมาคำนวณดัชนีราคา ได้แก่ ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง การลด FT ของค่ากระแสไฟฟ้า ไม่ได้ลดลงเพราะข้าวแกงลดราคาหรือก๋วยเตี๋ยวลดราคาอย่างที่สองสาวจอมโวยเข้าใจหรือคิดว่าควรจะเป็น
เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องกลัวว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ราคาสินค้าจะลดลงเพราะขายไม่ได้ ไม่มีใครซื้อ เนื่องจากกูรูทั้งหลายยืนยันว่า ราคาสินค้ายังแพงอยู่ตามปกติ ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ราคาค่าโดยสารรถสองแถว มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และแท็กซี่ขึ้นไปแล้วก็จะไม่ลงกลับมาอย่างแน่นอน ขอให้ประชาชนผู้บริโภคและผู้ใช้บริการสบายใจได้
ผมยังจำได้ว่า สมัยก่อนเวลาไปต่างประเทศต้องอาศัยฮอตด็อกหรือแฮมเบอร์เกอร์รถเข็นหรือในร้านฟาสต์ฟู้ดกันเป็นอาหารหลัก เพราะสู้ราคาอาหารในร้านอาหารไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้เข้าไปนั่งกินได้ด้วยความสบายใจ เพราะราคาอาหารใกล้เคียงกับร้านอาหารระดับเดียวกันในกรุงเทพ กล่าวคือแพงพอๆ กัน
สรุปแล้ว เชื่อได้ว่ายังไงๆ เมืองไทยคงไม่เกิดภาวะเงินฝืดแน่ เพราะราคาอาหารและสินค้าเพื่อการบริโภคและอุปโภคทั่วไปยังไม่ลดลง และบางอย่างหรือหลายอย่างแพงขึ้นอย่างที่ยกตัวอย่างมาก่อนหน้านี้
ไม่ต้องกลัวเงินฝืดครับ เพราะยังไงๆ เงินก็ไม่ฝืดยังมีสินค้าขึ้นราคาอีกเยอะแยะครับ จะปรับราคาได้ก็ช่วงนาทีทองน้ำมันลดราคานี่แหละครับ
ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อและป้องกันปัญหาเงินฝืดได้ด้วย เชื่อผมเถอะ







