
ความท้าทาย ของแรงงานไทย ในยุคดิจิทัล
ความท้าทายของแรงงานไทยในยุคสังคมดิจิทัลต้องเพิ่มทักษะให้มาก
โดย...ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์
ความท้าทายของแรงงานไทยในยุคสังคมดิจิทัลต้องเพิ่มทักษะให้มาก เพิ่มเติมมาตรฐานฝีมือแรงงานให้พร้อมเป็นแรงงานของภูมิภาคอาเซียน สร้างโอกาสที่ดีกว่าลดเงื่อนไขผู้ประกอบการนำเข้าแรงงานต่างชาติเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะในตลาดภาคบริการ และการท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน สำหรับอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น ควรย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปในประเทศรอบข้างเพื่อลดแรงกดดันด้านการขาดแคลนแรงงาน
สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายของแรงงานไทยในยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โอกาสของแรงงานระดับบนอยู่ที่ทักษะด้านคอมพิวเตอร์หรือการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ โดยสายงานในด้านนี้ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ อาทิ ด้านไอที วิศวกรรม บัญชี อีกทักษะสำคัญคือด้านภาษาต่างประเทศ
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การเตรียมความพร้อมมาตรฐานฝีมือแรงงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียน การมีโปรแกรมฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะสำคัญเพิ่มเติมให้แก่แรงงาน นั่นคือทักษะด้านคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ การคิดวิเคราะห์ การอ่านและการเขียน เป็นทักษะในศตวรรษที่ 21
หากทำได้ก็จะทำให้คุณภาพแรงงานไทยเพิ่มขึ้นถือเป็นการเปิดตลาดที่ดี
อย่างไรก็ตาม บทบาทของภาครัฐควรเร่งดำเนินการในสองส่วน ส่วนแรกคือ การกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานเพิ่มเติมเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานไทยให้มีความพร้อมมากขึ้น เพื่อกันไม่ให้มีการนำแรงงานอื่นมาเติมในตำแหน่งนั้นๆ โดยเฉพาะความพร้อมด้านภาษาและทักษะในการประกอบอาชีพ
สาขาที่อ่อนไหวในเรื่องนี้ก็คือ สาขาด้านการท่องเที่ยว ใน 32 ตำแหน่งงาน ส่วนที่สอง คือ อาชีพที่ได้ตกลงร่วมกันให้มีมาตรฐานกลางของอาเซียนอยู่แล้ว ต้องเร่งปรับปรุงให้สอดคล้องกัน โดยเฉพาะตำแหน่งงานเกี่ยวกับโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร และอีก 1 กลุ่มอาชีพ คือ ตำแหน่งมัคคุเทศก์ และ Tour Operator ควรกำหนดเงื่อนไขไม่ให้สามารถรับชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในตำแหน่งดังกล่าวได้โดยตรง แต่ควรผ่านสมาคมวิชาชีพนั้นๆ เสียก่อน
ในส่วนของแรงงานระดับล่าง การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตที่มีการใช้แรงงานเข้มข้นและมีการนำแรงงานต่างด้าวมาทดแทนนั้น ปัจจุบันมีการสนับสนุนให้มีการย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปยังประเทศรอบข้าง เพื่อลดแรงกดดันด้านการขาดแคลนแรงงานและต้นทุนสูง ตามกลยุทธ์ “ไทยแลนด์ พลัส 1” ซึ่งหลายบริษัทดำเนินการ
อยู่แล้ว
อีกแนวทางหนึ่ง คือ เสนอให้การจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวชายแดนนั้นต้องคำนึงถึงมิติด้านแรงงานด้วย โดยจัดให้มีบริการจัดหางานครบวงจรอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงกระบวนการคัดกรองแรงงานที่ดี มีการจัดทำฐานข้อมูลที่ทันสมัยและเชื่อมโยงกับส่วนกลาง จะช่วยแก้ปัญหาการหลั่งไหลของแรงงานเข้ามาในส่วนกลางได้ รวมถึงช่วยแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวในมิติอื่นๆ ได้ด้วย เช่น การพิสูจน์สัญชาติ และการฝึกอบรมหรือทดสอบทักษะแรงงานให้เสร็จสิ้นก่อนเข้ามาทำงานในประเทศไทย เป็นต้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารตลาดแรงงานในภาพรวม และเป็นประโยชน์สำหรับภาคธุรกิจในการวางแผนประกอบกิจการ
รัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้มีความชัดเจนโดยเร็ว
เพราะก่อนหน้านี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า มีหน่วยงานระดับกระทรวงสำคัญๆ ถึง 4 กระทรวง ซึ่งกำลังเผชิญการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในปัจจุบัน คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีงบประมาณการวิจัยรวมกันเพียง 41 ล้านเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.2 ของงบประมาณที่รัฐจัดสรรเพื่องานวิจัยของรัฐ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงที่สำคัญๆ เหล่านี้จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากต้องพึ่งความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ (ในทุกระดับ) ของกระทรวงเป็นสำคัญโดยเกือบจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณของรัฐมาใช้ทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ปัญหาซึ่งกระทรวงต่างๆ เหล่านี้กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งแน่นอนทำให้เกิดข้อสังสัยว่าการบริหารงานในการแก้ปัญหาของชาติที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเหล่านี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ หรือไม่
คำตอบก็อาจจะพอคาดเดาได้ว่าคงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น ถ้าเพียงแต่จะอาศัยพลังสมองจากการทำงานประจำวัน (Routine Work) ของเจ้าหน้าที่ตามเวลาราชการมาช่วยแก้ปัญหาของกระทรวงและของชาติ







