posttoday
ภาษีมรดก หมดสภาพแก้เหลื่อมล้ำ

ภาษีมรดก หมดสภาพแก้เหลื่อมล้ำ

10 กุมภาพันธ์ 2558

ถึงวันนี้ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก เดินทางมาถึงการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ถึงวันนี้ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก เดินทางมาถึงการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 2 ในชั้นของกรรมาธิการ ที่มี สมหาย ภาษี รมว.คลัง นั่งเป็นประธานกุมบังเหียนด้วยตัวเอง เพราะเป็นช่วงสำคัญที่จะมีการถกเถียงแก้ไขรายละเอียดของกฎหมายด้วยความเห็นที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก

การเก็บภาษีมรดก ถือเป็นนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการให้ดำเนินการมาตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนในประเทศให้น้อยลง

แต่แม้จะเป็นนโยบายของ คสช. แต่การดำเนินการเก็บภาษีมรดก กลับเจอวิบากกรรมตั้งแต่เริ่มตั้งไข่ เพราะมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก ล้วนเป็นผู้ร่ำรวยมีเงินและเป็นคนเสียงดังในประเทศ

แม้ว่าสาระสำคัญของภาษีการรับมรดกที่กระทรวงการคลังคลอดออกมา จะให้เก็บภาษีจากผู้รับมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท และเก็บในอัตราเพียง 10% โดยนิยามทรัพย์สินที่ถือเป็นมรดก ต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีทะเบียน เช่น เงินฝาก หุ้น ที่ดิน เป็นต้น แต่ก็ยังถูกนักกฎหมายที่เป็นกระบอกเสียงคนรวย ในฐานะผู้บริหารกองเงินกองทองให้กับคนมั่งมี ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย และคาดการณ์อย่างน่ากลัวว่า จะมีการขนเงินไปฝากนอกประเทศครั้งใหญ่ เพื่อหนีการเสียภาษีมรดกของไทย

การวาดภาพดังกล่าว ทำให้การเก็บภาษีมรดกดูน่ากลัวและถูกต่อต้านจากผู้มั่งมีมากขึ้น แม้ว่าสมหมายจะพยายามอธิบายว่า การเก็บภาษีมรดกดังกล่าวไม่ถือว่ามาก เพราะหากเจ้าของมรดกมีทรัพย์สิน 120 ล้านบาท มีลูก 2 คน แบ่งให้คนละ 60 ล้านบาท ในส่วนของ 50 ล้านบาทแรก จะไม่เสียภาษี เสียแค่ 10 ล้านบาท ที่เกินในอัตรา 10% เท่ากับเสียภาษีเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น หากนำไปเทียบกับมรดกที่ได้รับ 60 ล้านบาท การเสียภาษีให้ประเทศ 1 ล้านบาท ถือว่าน้อยมาก

สมหมาย ถึงขนาดออกปากว่า คนไทยห่วงทรัพย์สมบัติมากจนน่ากลัว หากเสียภาษีมรดกแค่ส่วนน้อยมากของทรัพย์สินยังเสียไม่ได้ เห็นทีประเทศจะพัฒนาไปได้ยาก

นอกจากนี้ การเก็บภาษีมรดกยังมีข้อยกเว้นให้อีกหลายกรณี ที่ทำให้การเสียภาษีลดลง เช่น ผู้รับมรดกให้ได้ถึงชั้นหลาน การให้มรดกกับมูลนิธิหรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรก็ไม่ต้องเสียภาษี หรือมีการตั้งกองมรดกและยังไม่มีการโอนก็ยังไม่เสียภาษี แต่ดอกผลที่เกิดขึ้นต้องเสียภาษี เพื่อสร้างทางเลือกการบริหารภาษีมรดกให้มีภาระน้อยลง หรือยังไม่ต้องเสียภาษี

แต่ก็ยังมีแรงกดดันให้กระทรวงการคลังขยายวงเงินการเสียภาษีมรดกให้มากกว่า 50 ล้านบาท เพราะเศรษฐีมีเงินเห็นว่าต่ำเกินไป เศรษฐีบางรายให้เหตุผลว่า เวลานี้แม้แต่คอนโดมิเนียมที่จะโอนให้ลูกคนหนึ่งก็เป็นร้อยล้านบาทแล้ว ถ้าลูกต้องเสียภาษีก็จะรู้สึกไม่เป็นธรรมที่หยาดเหงื่อแรงงานที่ทำมาเพื่อให้ลูกต้องมาเสียภาษีมรดก

นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันให้ลดอัตราการเก็บภาษีจาก 10% เหลือ 5% หรือ 8% ซึ่งสมหมายเคยยืนเสียงแข็งว่า ถ้าลดขนาดนั้น ก็ล้มกฎหมายนี้ดีกว่า ไม่ต้องทำให้เสียเวลา เพราะการเก็บในที่เกิน 50 ล้านบาท ในอัตรา 10% ก็แทบจะเก็บไม่ได้เงินภาษีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงการคลังยืนยันว่า จำเป็นต้องมีการเก็บภาษีมรดก เพราะอย่างน้อยก็เป็นสัญลักษณ์ของการลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว โดยหวังว่าจะให้ไปถกเถียงกันในชั้นการพิจารณาของ สนช.

และเมื่อ สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ก็มีปรากฏการณ์เศรษฐีโอนที่ดินให้กับทายาทเพิ่มขึ้น หลังจากเห็นว่าไม่สามารถล็อบบี้ให้มีการเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงก่อน ครม.
เห็นชอบ

สำหรับการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ สมหมายในฐานะประธาน ได้ใช้เวลาการประชุม 3-4 ครั้งแรก ปูพื้นฐานความจำเป็นในการเก็บภาษีการรับมรดกให้คณะกรรมาธิการทุกคนเข้าใจในทิศทางเดียวกัน โดยเชิญนักวิชาการ นักกฎหมาย มาพูดให้กรรมาธิการทุกคนได้เห็นภาพ

แต่แม้กระนั้น สาระสำคัญของการถกเถียงใน สนช. ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องของมูลค่าสินทรัพย์ที่จะถูกเก็บภาษีมรดกและอัตราที่จะเรียกเก็บ เหมือนหนังถูกมาฉายซ้ำอีกครั้ง

ถึงวันนี้ กรรมาธิการภาษีการรับมรดกเริ่มหยิบยกข้อเสนอของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้เพิ่มวงเงินมรดกที่จะถูกเก็บภาษี จากส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท เป็น 80-100 ล้านบาท และให้ลดอัตราจัดเก็บภาษีจาก 10% เหลือ 8% หรือ 4-5% เท่านั้น โดยมีคณะกรรมาธิการหลายคนเห็นด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นใน สนช.ขณะนี้ จึงถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก สุดท้ายกฎหมายจะออกมารูปร่างหน้าตาอย่างไร สามารถเป็นเครื่องมือทางการคลัง เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของคนรวยกับคนจนในสังคมให้แคบลงได้หรือไม่ หรือว่าเสียเวลาเปล่า เพราะสุดท้ายกฎหมายนี้ก็กลายเป็นเสือกระดาษ ไม่สามารถบังคับใช้ให้คนรวยมาเสียภาษีมรดกได้

เมื่อดูตามรูปการณ์จึงน่าเป็นห่วงช่วงโค้งสุดท้ายของการออกกฎหมายภาษีมรดก เพราะคนที่อยู่ฝ่ายคนรวยก็จะถือไม้ตายบีบให้ สนช.ผ่านร่างกฎหมายที่แก้ไขให้เอื้อกับคนรวยให้เสียภาษีน้อยที่สุด หรือไม่ต้องเสียเลย เพราะหากไม่ผ่อนผันเงื่อนไขให้กับคนรวย ร่างกฎหมายนี้อาจจะไม่ผ่าน สนช. ทำให้ คสช.เสียหน้าไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมได้

จากนี้ไปคงต้องวัดใจผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ คสช.และรัฐบาลชุดนี้ ว่าต้องการปฏิรูปประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนในประเทศ เป็นต้นตอความขัดแย้งที่ผ่านมา คสช.และรัฐบาลชุดนี้จึงมีเป้าหมายต้องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพื่อลดความขัดแย้ง

ซึ่งหากยึดหลักตามที่่กระทรวงการคลังเสนอและ ครม.เห็นชอบ การแก้ความเหลื่อมล้ำก็พอเห็นแสงสว่าง แต่หากยึดหลักเห็นใจคนรวยอย่างที่ทำกันอยู่ตอนนี้ ภาษีมรดกที่ออกมาก็หมดสภาพที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนรวยกับคนจนในประเทศได้อย่างที่วาดหวังกันไว้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท