เผยพบโลหะหนักปนเปื้อนรอบเหมืองทองพิจิตร
นักวิชาการเผยผลวิจัยตัวอย่างดิน น้ำ พืช เลือด รอบพื้นที่เหมืองทองพิจิตร พบโลหะหนักเพียบ ด้านอัคราฯแจงวิจัยไม่ครบกระบวนการ
นักวิชาการเผยผลวิจัยตัวอย่างดิน น้ำ พืช เลือด รอบพื้นที่เหมืองทองพิจิตร พบโลหะหนักเพียบ ด้านอัคราฯแจงวิจัยไม่ครบกระบวนการ
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต จัดเวทีนำเสนอผลการศึกษาในหัวข้อ "เปิดหลักฐานใหม่ ผลตรวจสิ่งแวดล้อม...เหมืองทองคำพิจิตร" โดยเป็นผลการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน พืช น้ำ และเลือดของชาวบ้านที่อาศัยโดยรอบพื้นที่เหมืองทองคำ จ.พิจิตร ซึ่งทีมศึกษาได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. 2557 ที่ผ่านมา
น.ส.สิตางศุ์ พิลัยหล้า จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ผลวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำบาดาลบ่อตื้นทั้งหมด พบว่ามีค่าการปนเปื้อนปรอทและตะกั่วเกินมาตรฐาน ทั้งๆที่ต้องไม่มีในน้ำสำหรับการบริโภคเลย นอกจากนี้ยังพบการปนเปื้อนแมงกานีส สารหนู และแคดเมียม ในพื้นที่บางแห่งด้วย ดังนั้น จึงไม่เหมาะนำมาบริโภค มิฉะนั้นอาจมีอาการเจ็บป่วยตามชนิดของสารปนเปื้อนและปริมาณที่ได้รับ ขณะที่ผลวิเคราะห์ตัวอย่างตะกอนดินแหล่งน้ำผิวดิน พบว่าดินตะกอนท้องน้ำมีค่าสารหนูเกินมาตรฐานเช่นกัน
นางอาภา หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากการเก็บตัวอย่างดิน 56 ตัวอย่าง พบว่ามี 47 ตัวอย่าง หรือ 83.9% ที่มีสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 3.9 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (มก./กก.) แบ่งเป็น ดินตัวอย่างจากเหมืองและบ่อกักเก็บกากแร่ 8 ตัวอย่าง ค่าสารหนูที่พบอยู่ระหว่าง 204.9-387.5 มก./กก. ดินจากกองดินและกองกันทิ้ง และดินจากขอบบ่อกักเก็บแร่ 4 ตัวอย่าง ค่าสารหนูที่พบอยู่ระหว่าง 35.7-99.5 มก./กก. ดินจากศูนย์เรียนรู้/ที่ว่างเปล่า 3 ตัวอย่าง ค่าสารหนูที่พบอยู่ระหว่าง 20.3-23.3 มก./กก. และดินที่กระจายทั่วไปในพื้นที่ 32 ตัวอย่าง ค่าสารหนูที่พบอยู่ระหว่าง 4.01-12.2 มก./กก.
อย่างไรก็ตาม แม้ดินตัวอย่างที่กระจายทั่วไปในพื้นที่จะมีค่าสารหนูเกินมาตรฐาน อาจเป็นเพราะพื้นที่เหล่านี้มีศักยภาพของแร่อยู่ จึงมีสารหนูมากโดยธรรมชาติ
“จากผลการตรวจหลายๆอย่างที่พบ โดยส่วนตัวมองว่า มีผลวิจัยที่ยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ คิดว่า กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ควรจะเลื่อนเวทีสาธารณะออกไปก่อน แล้วให้นักวิชการหลายๆส่วนที่เกี่ยวข้องได้หารือเรื่องข้อมูลเพิ่มเติม ยังไม่ควรจะจัดเวทีเพื่อขอความคิดเห็นจากหน่วยงานอื่น เพราะผลวิจัยแต่ละครั้งมีข้อมูลใหม่เสมอและน่าศึกษาต่อเนื่องให้เกิดความละเอียด”นางอาภา กล่าว
ด้าน น.ส.ลักษณา เจริญใจ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ผลการวิเคราะห์ไซยาไนด์และโลหะหนักในพืช พบสารไซยาไนด์ในพืชประเภทไม้เถา เช่น ผักบุ้ง กะทกรก หญ้าปลักควาย เป็นต้น มีปริมาณ 18-24 PPM สารตะกั่วพบบ้างอยู่ที่ 10 PPM แม้จะไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานแต่ต้องระวังไว้เพราะสารตะกั่วเป็นโลหะหนักที่ไม่ควรจะมีในพืชโดยเฉพาะต้นข้าว เพราะโลหะตะกั่วไม่ได้มีตามธรรมชาติในพืชบางชนิดเหมือนไซยาไนด์ที่ตามธรรมชาติอาจพบได้ในมันสำปะหลัง จึงต้องศึกษาข้อมูลลึกไปในส่วนของการทำเกษตรของประชากรเพิ่มเติมว่ามีการใช้สารเคมีอื่นร่วมด้วยหรือไม่
นอกจากนี้ยังพบแคดเมียมสูงเกินค่ามาตรฐานในต้นข้าว และสารแมงกานีสพบสูงเกินค่ามาตรฐานในพืชหลายชนิด เช่น ข้าว ผักบุ้ง กระชาย เป็นไปได้ว่าการที่พืชบางชนิดโตในน้ำและโตในดิน อาจมีส่วนซึมซับสารจากพื้นที่ด้วย
นางอรนันท์ พรหมมาโน คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากการเก็บตัวอย่างเลือดและปัสสาวะกลุ่มตัวอย่าง 731 ราย เพื่อตรวจหาโลหะหนักและความเสียหายของดีเอ็นเอ พบว่ามี 483 ราย หรือกว่า 60% ที่มีโลหะหนักเกินค่ามาตราฐาน แบ่งเป็น มีสารหนูในปัสสาวะเกินค่ามาตรฐาน 73 ราย แมงกานีสในเลือดเกินค่ามาตรฐาน 168 ราย เกิดความเสียหายของดีเอ็นเอ 91 ราย มีสารหนูในปัสสาวะร่วมกับแมงกานีสในเลือด 36 ราย สารหนูในปัสสาวะร่วมกับความเสียหายของดีเอ็นเอ 35 ราย แมงกานีสในเลือดร่วมกับความเสียหายดีเอ็นเอ 67 ราย สารหนูในปัสสาวะร่วมกับแมงกานีสในเลือดและความเสียหายของดีเอ็นเอ 13 ราย
นางอรนันท์ กล่าวว่า เมื่อเทียบการพบทั้งในพืช ดิน น้ำ แล้ว พบว่ามีปัจจัยหลายอย่างสอดคล้องกับการพบโลหะหนักปนเปื้อนในเลือดและปัสสาวะของคน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชน ควรที่จะต้องเร่งรัดทำการรักษาและคัดกรองประชาชนก่อน เพื่อให้ปลอดภัยและเป็นการป้องกันสุขภาพโดยตรง จากนั้นขั้นตอนต่อไปคือรอผลวิจัยอย่างละเอียดถึงการปนเปื้อนสารโลหะหนักในทรัพยากรต่างๆรอบเหมือง เพราะขณะนี้กลุ่มที่น่าห่วงคือกลุ่มที่มีดีเอ็นเอผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อพันธุกรรมในอนาคต
นายสมิทธ์ ตุงคะสมิต วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากผลการวิเคราะห์ทั้งหมดไม่สามารถสรุปได้ว่า เกิดจากการทำเหมืองแร่ทองคำโดยตรง อย่างไรก็ตามประชาชนส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพและความมั่นคงในการดำเนินชีวิต และจากการสัมภาษณ์พบว่าประชาชนในพื้นที่มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเฉลี่ยครอบครัวละ 2,500-3,000 บาทหรือกว่า 20% ของรายได้ครัวเรือน
ขณะเดียวกัน บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจเหมืองทองใน จ.พิจิตร ออกหนังสือชี้แจง ใจความว่า ผลการศึกษาดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสาเหตุหลักมาจากกิจการของเหมือง ทั้งที่ไม่มีการศึกษาวิจัยหาสาเหตุที่มาของโลหะอย่างครบกระบวนการและเป็นที่เชื่อถือได้จากหน่วยงานกลาง รวมทั้งไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นๆในประเทศ
นอกจากนี้ การเปิดเผยผลวิจัยดังกล่าว ยังขัดกับข้อตกลงของคณะกรรมการทำงานร่วม 5 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนชาวบ้าน เหมือง ฝ่ายปกครอง ทหาร และนักวิชาการ ที่ต้องแสดงผลหรือหารือกับคณะกรรมการก่อนเสนอผลต่อสาธารณะ
บริษัท ขอเรียกร้องให้มีการตั้งคณะนักวิจัยที่เป็นกลาง พร้อมทีมศึกษาอย่างตรงไปตรงมาด้วยความยุติธรรม เพื่อทำการศึกษาวิจัยหาสาเหตุที่มาของระดับโลหะหนัก อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการที่เป็นมาตรฐานสากล
ภาพประกอบข่าว







