
ตุลาการศาลปกครองค้านลดอายุราชการเหลือ65
ที่ประชุมตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีมติเอกฉันท์ไม่เห็นด้วยกับกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้พ้นราชการเมื่ออายุครบ65
ที่ประชุมตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีมติเอกฉันท์ไม่เห็นด้วยกับกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้พ้นราชการเมื่ออายุครบ65
เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 6 ก.พ. เพื่อรับฟังความคิดเห็นร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นการกำหนดให้ตุลาการศาลปกครองพ้นจากราชการเมื่ออายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์และอาจรับราชการเป็น ผู้พิพากษาหรือตุลาการอาวุโสต่อไปได้จนมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
ที่ประชุมตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว โดยที่ประชุมเห็นว่าหลักการดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อจำนวนตุลาการศาลปกครองชั้นต้นและ ศาลปกครองสูงสุดในอนาคต โดยจากข้อมูลอายุของบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการ ศาลปกครองที่ผ่านมาปรากฏว่า แม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และตุลาการในศาลปกครองสูงสุดต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 45 ปี แต่จากการกำหนดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งอื่นของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในศาลปกครองตามกฎหมาย ทำให้อายุเฉลี่ยของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการ ในศาลปกครองชั้นต้นอยู่ที่ 47 ปี และอายุเฉลี่ยของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดอยู่ที่ 59 ปี
ดังนั้น หากกำหนดให้ตุลาการศาลปกครองต้องพ้นจากราชการเมื่ออายุครบหกสิบห้าปีและหลังจากนั้นอาจรับราชการเป็นตุลาการอาวุโสย่อมส่งผลต่อแรงจูงใจของบุคคลภายนอกที่จะเข้าสมัครสอบคัดเลือกเพื่อดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองให้ลดน้อยลง เพราะขาดแรงจูงใจเนื่องจากห้วงระยะเวลาเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดเหลือเพียง 5-6 ปี เท่านั้น โดยเฉพาะบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ผู้พิพากษา พนักงานอัยการ ข้าราชการในตำแหน่งไม่กว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า ซึ่งที่ผ่านมามีจำนวนบุคคลที่มีคุณสมบัติและสมัครเข้ารับการคัดเลือกน้อยอยู่แล้ว จะทำให้บุคคลต่าง ๆ มาสมัครเพื่อดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดยิ่งจะน้อยลงอีก ทำให้ขาดตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะมาพิจารณาพิพากษาคดี
นอกจากนี้การคัดเลือกตุลาการ ศาลปกครองสูงสุด บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพุทธศักราช 2550 กำหนดให้ การคัดเลือกแต่งตั้งตุลาการศาลปกครองสูงสุดจะต้องมีสัดส่วนมาจากบุคคลภายนอก ในอัตราส่วนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของตุลาการศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด เงื่อนไขดังกล่าวจึงยิ่งส่งผลกระทบต่อการคัดเลือกตุลาการศาลปกครองสูงสุด และท้ายสุดย่อมก่อให้เกิดปัญหาต่อคุณภาพการพิจารณาพิพากษาคดีและการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติให้เสนอความเห็นดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) เพื่อพิจารณาและส่งความเห็นดังกล่าวให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป







