
แก้คอร์รัปชั่นที่ต้นตอ
โดย...ดร.มานะ นิมิตรมงคล
โดย...ดร.มานะ นิมิตรมงคล
เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการประกาศให้ “พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558” เริ่มมีผลใช้บังคับเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่มีมานานของประชาชน ทั้งคนทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงพ่อค้าและนักลงทุนจากต่างประเทศที่จำเป็นต้องติดต่อหน่วยงานของรัฐที่ต้องการขออนุญาต อนุมัติ จดแจ้ง จดทะเบียน ขึ้นบัญชี หรือออกเอกสารสิทธิ เช่น ทำบัตรประชาชน เสียภาษี ทำใบขับขี่ ขอใช้ไฟฟ้าใช้น้ำประปา แจ้งความที่โรงพัก ลงทะเบียนผู้สูงอายุ จดทะเบียนการค้า จ้างแรงงาน เป็นต้น ที่รวมกันแล้วมีมากกว่า 3,000 เรื่อง
ในอดีตบ่อยครั้งที่ต้องเจอกับเจ้าหน้าที่ไม่รอบคอบในการตรวจเอกสารและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ชัดเจนแน่นอน การทำงานแบบนี้นอกจากสร้างภาระให้กับประชาชนแล้วยังเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเรียกร้องสินบนจากผู้ไปติดต่อใช้บริการจนสร้างความเดือดร้อนและต้นทุนแก่ทุกคน ทำให้ประเทศต้องเสียโอกาส เกิดความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงบริการของประชาชน ความไม่เท่าเทียมทางสังคม-เศรษฐกิจและปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก
ตั้งแต่ต้นปี 2555 เป็นต้นมา องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ได้เริ่มโครงการ “ฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ” เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้จนประสบความสำเร็จครั้งแรกในการทำงานร่วมกับ กทม.ในโครงการ “ใบอนุญาตยิ้ม” เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2555 ที่กำหนดให้การยื่นขออนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยของประชาชนต้องได้รับการอนุมัติใน 30 วัน
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2556 องค์กรได้ทำงานร่วมกับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในเวลานั้นเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาการขอใบอนุญาตประกอบการโรงงาน หรือใบ ร.ง.4 จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระเบียบและแนวทางการบริการใหม่อย่างน่าประทับใจในเดือน ก.ค. 2557 ที่ผ่านมา
วันที่ 12 ก.ค. 2556 องค์กรได้รับแจ้งว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีการยกร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ... และขอให้ทางองค์กรเสนอความเห็นและมีการประชุมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นตามลำดับ ตลอดปี 2557 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นจึงได้ร่วมกับสถาบันการศึกษา นักวิชาการและภาคี ได้เสนอต่อ คสช. สนช. และ สปช.ให้กำหนดความสำคัญในการตรา พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นแนวทางสำคัญเพื่อการปฏิรูปการต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ต้องรีบทำให้สำเร็จ สาระสำคัญคือ
1.หน่วยงานของรัฐ จะต้องปรับปรุงกระบวนการให้บริการ กำหนดระยะเวลาและขั้นตอนการพิจารณาที่รวดเร็ว โดยผู้ยื่นเรื่องต้องสามารถติดตามตรวจสอบได้ กำหนดรายการเอกสารและเงื่อนไขที่ประชาชนต้องตระเตรียมและมีคู่มือบริการที่ชัดเจนไม่สร้างภาระให้ประชาชนเกินจำเป็น
2.กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ที่ต้องให้บริการหากเกิดความบกพร่อง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิร้องเรียน หรือฟ้องร้องทางแพ่งและอาญาได้ตามแต่กรณี
3.หากหน่วยงานผู้ให้บริการในฐานะเจ้าของอำนาจตามกำหนดที่จะพิจารณาอนุญาตอนุมัติ มีความบกพร่องคือไม่สามารถให้บริการ หรือใช้อำนาจหน้าที่ของตนได้อย่างเหมาะสม ให้ ก.พ.ร. มีหน้าที่พิจารณาและรายงานการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพของหน่วยงานนั้นต่อ ครม. และ ครม.อาจมีการตั้งศูนย์รับคำขออนุญาตให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับคำขออนุญาตต่างๆ ได้
4.ให้มีการทบทวนกฎระเบียบและความจำเป็นที่ต้องมีการอนุญาตอนุมัติในเรื่องต่างๆ ทุก 5 ปี หรือเมื่อเห็นควร
5.ให้ ก.พ.ร.ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการตรวจสอบว่าระบบและขั้นตอนที่หน่วยราชการเสนอมานั้นเหมาะสมหรือไม่ หรือควรเพิ่มเติมอย่างไร
กล่าวโดยสรุป พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้กำหนดให้การบริการประชาชนทุกอย่างต้องสะดวก รวดเร็ว โปร่งใสและสร้างภาระให้กับประชาชนน้อยที่สุด พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงเป็นการตั้งกติกาใหม่เพื่อคืนความสะดวกให้ประชาชน โดยหน่วยงานของรัฐต้องปรับปรุงวิธีการทำงานให้มีขั้นตอน เอกสาร กระบวนการที่ง่ายและมีเท่าที่จำเป็น มีคู่มือบริการที่ชัดเจน มีมาตรการให้ตรวจสอบได้ว่ากำลังเดินเรื่องไปถึงไหน และควรต้องปรับปรุงทุกอย่างแม้กระทั่งทำอย่างไรผู้ใช้บริการจะไม่ต้องมารอนานๆ รวมทั้งเรื่องเล็กน้อย เช่น จัดระบบรอคิวและสถานที่พักรออย่างเหมาะสม เพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องรอให้ พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับเต็มที่ในอีก 180 วัน นับจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ทุกอย่างต้องเริ่มต้นกันในอีก 6 เดือนข้างหน้า ผู้เขียนมีข้อมูลและข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ ดังนี้
1.ที่ผ่านมา ก.พ.ร.ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ศึกษาการจัดทำมาตรฐานการบริการประชาชน (Service Level Agreement – SLA) กับหลายหน่วยงานและคืบหน้าไปมากแล้ว จึงขอให้นำผลงานเหล่านี้มาเป็นแนวทางในการกำหนดมาตรฐานการบริการใหม่ของทุกหน่วยงาน
2.มีกรณีศึกษาที่เป็นความสำเร็จในการพัฒนาการให้บริการที่ควรนำมาเป็นต้นแบบได้ เช่น กรณีการทำหนังสือเดินทาง ทำใบขับขี่ ทำบัตรประชาชน และการออกใบ ร.ง.4 เป็นต้น
3.ควรมีการอบรมให้ทุกหน่วยงานรับรู้วัตถุประสงค์และแนวทางปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้โดยทันที
4.ทุกหน่วยงานราชการที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ ควรเริ่มต้นการศึกษา กำหนดวางแนวทางในทันที ไม่ต้องรอให้ถึงกำหนด 180 วันที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้มีเวลาในการทดลองและทบทวนแก้ไข
5.เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิของตนโดยสมบูรณ์ จึงควรมีการประชาสัมพันธ์ให้รู้ว่า สิทธิของประชาชนตามกฎหมายนี้คืออะไร หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างไร และถ้าไม่เป็นไปตามนั้นประชาชนจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อรักษาสิทธิของตนหรือเสนอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ต่อไป
การผลักดันจนเกิดกฎหมายที่ช่วยลดเงื่อนไขของการคอร์รัปชั่นหรือการเรียกรับสินบนที่ต้นตอเช่นกรณีนี้ เป็นอีกบทเรียนสำคัญที่ยืนยันว่า “เราสามารถเอาชนะคอร์รัปชั่นได้ ถ้าเราไม่นิ่งเฉยแต่ต้องช่วยกันคิดหาหนทางและร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า”







