
ถ้าเกิดมนุษย์ต่างดาว...?
นักดาราศาสตร์ที่สถาบันเซติตะลึงงันขณะดูภาพบนจอคอมพิวเตอร์ สถาบันในรัฐแคลิฟอร์เนีย
นักดาราศาสตร์ที่สถาบันเซติตะลึงงันขณะดูภาพบนจอคอมพิวเตอร์ สถาบันในรัฐแคลิฟอร์เนียแห่งนี้เฝ้าค้นหาชีวิตทรงปัญญาในอวกาศมาตั้งแต่ปี 1984 เมื่อก่อตั้งสถาบันแต่ไร้ผล การตรวจพบหลายครั้งกลายเป็นสัญญาณแปลกปลอมจากแหล่งรังสี “มลภาวะ” สารพัดในโลกและรังสีพื้นหลังในเอกภพ หมายถึงสัญญาณรบกวนจากดาวนิวตรอน เควซาร์ และแก๊สบางเบาในทางช้างเผือก แต่ครั้งนี้ผิดกัน สัญญาณวิทยุที่ได้รับแม้จะอ่อน แต่ก็มีความต่อเนื่องและต่างอย่างสิ้นเชิงกับสัญญาณอื่นที่เคยเห็น เมื่อไรที่ตัดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่อาจเป็นสาเหตุของสัญญาณออกไปได้หมด นักดาราศาสตร์คงกล้าที่จะคิดว่า ใครบางคน หรืออะไรบางอย่าง กำลังติดต่อกับเราอยู่
เริ่มติดต่อ
นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันเซติแจ้งนักดาราศาสตร์ในสถาบันต่างๆ ไม่นานนักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ควอนตัมก็เข้ามาร่วมวง คณะนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าสัญญาณมีลำดับที่เกิดซ้ำและไม่สามารถเกิดจากแหล่งสัญญาณตามธรรมชาติในเอกภพ ผู้ส่งสัญญาณต้องมีสติปัญญาแน่นอน แต่ไม่มีใครเข้าใจข้อความที่ส่งมาได้ทันที สัญญาณยังอ่อนมากและดูเหมือนถูกเข้ารหัส
ถ้าเราติดต่อกับอารยธรรมต่างดาวได้จริง การติดต่อนั้นจะอาศัยสัญญาณวิทยุที่เร็วเท่าความเร็วแสง คือเกือบ 3 แสนกิโลเมตร/วินาทีนับตั้งแต่วิทยุและโทรทัศน์ถูกประดิษฐ์ขึ้น เราก็ส่งสัญญาณออกสู่อวกาศและใครก็รับได้มาโดยตลอด ภายใน 200 ปี สัญญาณอู้อี้รุ่นแรกของเราจะกระจายผ่านระบบสุริยะหนึ่งล้านระบบ แต่การรับสัญญาณคงเกิดขึ้นยาก เพราะยิ่งไกลสัญญาณจะยิ่งอ่อนกำลังลงมาก จนถูกกลืนหายไปในรังสีพื้นหลังของเอกภพ แต่คลื่นวิทยุที่เจาะจงเป้าหมายและเพิ่มกำลังจะไปได้ไกลกว่า และอาจมีอารยธรรมบางพิภพอันห่างไกลหลายล้านปีแสงที่รับได้ โดยอาศัยปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เรียกว่าเลนส์โน้มถ่วง (Gravitational Lense) ซึ่งเกิดจากการที่สนามความโน้มถ่วงของวัตถุมวลมาก เช่น กระจุกดาราจักร รวบรวมและขยายสัญญาณรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าทุกชนิด ตั้งแต่รังสีแกมมาลงไปจนถึงแสงขาวและคลื่นวิทยุนักดาราศาสตร์ในโลกใช้เลนส์โน้มถ่วงเป็นแว่นขยายส่องจักรวาลเพื่อศึกษาวัตถุห่างไกล อารยธรรมต่างโลกอาจก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งด้วยการใช้เลนส์โน้มถ่วงค้นหาเครื่องหมายแสดงชีวิตในเอกภพอันกว้างใหญ่
เราจะไม่มีวันได้โต้ตอบกับมนุษย์ต่างดาวผ่านคลื่นวิทยุอย่างแน่นอน อารยธรรมที่ใกล้เราที่สุดอาจอยู่ห่างจากเราหลายร้อยหลายพันปีแสง คำถามทั้งหลายจะต้องเดินทางเป็นร้อยเป็นพันปีกว่าจะถึงผู้รับ และก็ต้องรอนานพอๆ กันสำหรับคำตอบ
แรกเผชิญหน้า
ขณะนี้นักดาราศาสตร์สามารถตามสัญญาณที่แรงขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงวัตถุที่กำลังเคลื่อนเข้าหาโลกด้วยความเร็วเกินกว่าปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ใดๆ ที่เรารู้จัก เมื่อผ่านไปเพียงสามเดือน วัตถุขนาดใหญ่ก็มาปรากฏที่ความสูง 1 กิโลเมตร พื้นผิวของวัตถุดูเหมือนโลหะเหลวเบาบางที่ไหลอยู่ตลอดเวลา แต่อาคันตุกะของเราไม่ส่งอย่างอื่นออกมานอกจากสัญญาณวิทยุ พวกเขายังนิ่งอยู่
พวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร?
ประสบการณ์จากชีวิตบนโลกจะเป็นแนวทางที่มีค่าเมื่อคิดว่ามนุษย์ต่างดาวควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร
รูปร่าง
ถ้ามีมนุษย์ต่างดาวจริง พวกเขาอาจจะดูคล้ายพวกเรา นี่คือสิ่งที่ทฤษฎีการวิวัฒนาการที่เบนเข้าหากัน (Convergent Evolution) อธิบายเอาไว้ ทฤษฎีนี้บอกว่าวิวัฒนาการจะเป็นไปตามกระสวนที่ทำนายได้ นกหรือแมลงที่ต่างชนิดกันโดยสิ้นเชิงเมื่อพบสิ่งแวดล้อมเดียวกัน จะพัฒนารูปร่างมาในแนวเดียวกัน ถ้าชีวิตทรงปัญญาเกิดขึ้นในอวกาศ มันจะเกิดในดาวเคราะห์คล้ายโลก และดำรงอยู่ด้วยกระบวนการชีวเคมีแบบเดียวกัน ฉะนั้นมนุษย์ต่างดาวย่อมมีรูปร่างคล้ายกับพวกเรา คือมีสองแขน สองขา หนึ่งหัว และคิดคล้ายกันด้วย
แต่มีคนที่เชื่อว่าวิวัฒนาการสร้างอะไรได้พิสดารกว่านั้น แม้แต่บนโลกเราก็มีรูปแบบชีวิตที่เกินจินตนาการ มีความเฉพาะตัวจนราวกับมาจากต่างดาว ในระบบถ้ำเราจะพบสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำไร้สีไร้ตาที่ไม่เคยเห็นแสงสว่างเลย และที่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกก็มีปูและกุ้งอยู่อย่างชุกชุมใกล้พุน้ำร้อน 400 องศาที่เป็นพิษ ความหลากหลายทางชีวภาพยิ่งมากขึ้นในระดับจุลชีพ พวกมันขยายพันธุ์ได้ในมีเทนเยือกแข็ง ในขยะกัมมันตรังสี หิน แหล่งเกลือ และทะเลสาบกำมะถันที่เป็นพิษ พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าชีวิตเกิดขึ้น มันจะมีรูปร่างใดก็ได้ และอยู่ในทุกซอกทุกมุมของสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีใดที่เราอาจจินตนาการถึงก็ได้ ตามแนวคิดของผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้
ที่อยู่อาศัย
ในโลกนี้โลมาและหมึกคือข้อพิสูจน์ว่าสัตว์ที่มีปัญญาไม่จำเป็นต้องอยู่บนบก ดังนั้น ชีวิตต่างดาวจึงอาจเริ่มขึ้นในน้ำหรือในอากาศ หรือแม้แต่ในเมฆแก๊สของดาวเคราะห์แก๊สขนาดใหญ่ก็ได้ แต่ถ้าพวกเขาวิวัฒน์มาในแนวเดียวกับเรา พวกเขาต้องอาศัยบนบกหรือสถานที่อย่างนั้นในที่สุด ตามความคิดของนักทฤษฎีวิวัฒนาการ ซึ่งเสนอว่าความก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวงทางเทคโนโลยีของมนุษยชาติเกิดขึ้นได้เพราะในสมัยหนึ่งพวกเราล้อมวงกันรอบกองไฟ และเรียนรู้ที่จะควบคุมไฟ การทำอย่างนั้นได้ต้องอยู่บนบก อย่างน้อยก็ในกรณีดาวเคราะห์ของเรา
สัมผัสรับรู้
สัตว์ในโลกวิวัฒน์สัมผัสหลายชนิดอย่างน่าทึ่ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในโลกอื่นได้ ถ้าพิภพต่างดาวมืดมิด มนุษย์ที่นั่นคงมีตาที่มองเห็นแสงอินฟราเรดเหมือนงู สัตว์เลื้อยคลาน หรือผึ้ง หรือพวกเขาอาจพัฒนาการหาตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อนเหมือนโลมาหรือค้างคาว ถ้าพิภพของพวกเขามีแต่น้ำ การหาเส้นทางคงใช้ไฟฟ้าแบบเดียวกับสัตว์ทะเล และถ้าพวกเขาอยู่ใต้ดิน ก็อาจรับรู้เสียงความถี่ต่ำได้เหมือนตุ่นหนูไร้ขน
ขนาด
รูปร่างของมนุษย์ต่างดาวขึ้นอยู่กับดาวเคราะห์ของพวกเขา ดาวเคราะห์ที่มีความโน้มถ่วงน้อยจะเป็นบ้านของมนุษย์รูปร่างผอมสูง ความโน้มถ่วงรุนแรงจะทำให้รูปร่างเตี้ยและไหล่กว้าง สำหรับโลก นักประสาทวิทยาพบว่าสัตว์ที่เล็กกว่าแมวบ้านไม่มีพลังสมองมากพอที่จะพัฒนาไอคิวสูง ในทางทฤษฎี มนุษย์ต่างดาวตัวเล็กสามารถทำตัวให้เก่งเกินขนาดร่างกายด้วยการวิวัฒน์ปัญญารวมกลุ่มแบบผึ้งหรือมด







