posttoday
รัฐธรรมนูญฉบับ 'ลับ-ลวง-พราง'

รัฐธรรมนูญฉบับ 'ลับ-ลวง-พราง'

08 กุมภาพันธ์ 2558

รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะพิสูจน์ถึงความจริงของการเมืองไทย

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะพิสูจน์ถึงความจริงของการเมืองไทย

ผู้เขียนได้อ่านไลน์ในกลุ่มเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ส่งมาในไลน์นั้น อ้างว่าเป็นการสัมภาษณ์ชาวต่างชาติจำนวน 12 คน ซึ่งแต่ละคนมีประสบการณ์ในการทำงานกับคนไทยมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี หลังจากที่ลงความเห็นของแต่ละคนแล้วก็มีการลงชื่อแต่ละคนนั้นไว้อย่างชัดเจน (แต่จะเป็นชื่อจริงหรือไม่ก็ไม่อาจจะพิสูจน์ได้ เพราะบางที “ไลน์” ที่หมายถึงข้อความในแอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดีย กับ “ลาย” ที่แปลว่าโกหกนั้น ก็แยกไม่ออก) แต่ที่ต้องเอาบางเรื่องในไลน์นั้นมานำเสนอ ก็เพราะว่ามีหลายๆ ความเห็นที่อ่านแล้ว “สะอึก”หรือ “กระแทกหัวใจ” เอามากๆ

ข้อที่ 1 บอกว่าคนไทยไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ข้อ 2 ไม่กล้าโต้แย้งหรือ“ขี้เกรงใจ” ข้อ 3 ไม่พูดสิ่งที่ควรพูดและไมก่ ล้าบอกความคิดของตัวเองออกมา ไม่กล้าตั้งคำถาม ข้อ 4 ไม่ใส่ใจในความสำคัญของเวลา ไม่ทำงานล่วงหน้า ชอบให้สั่ง เมื่อใกล้จะถึงกำหนดจึงเร่งมือ (ที่เรียกว่าทำงานแบบดินพอกหางหมู หรือไฟลนก้น) ข้อ 5 ไม่ชอบวางแผนหรือคิดสู้ปัญหาล่วงหน้า (อย่างที่เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้า) เมื่อเกิดปัญหาแล้วค่อยหาวิธีแก้ไข

ข้อ 6 ไม่กล้าแจ้งข่าวเมื่อมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น หรือปล่อยจนปัญหานั้นรุนแรงและบานปลาย รวมถึงชอบที่จะเล่าเรื่องดีๆ หรือเฉพาะด้านที่ดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริง ข้อ 7 เวลาที่มีปัญหาไม่ค่อยมีใครกล้าแสดงความรับผิดชอบ ชอบปลอบใจกันและกัน เช่น พูดว่าไม่เป็นไรจนเป็นนิสัย ข้อ 8 ไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ ชอบกินแรง (อู้งาน) และไม่ชอบในการพัฒนาทักษะฝีมือ คือ อาจจะเชื่อในฝีมือตนเองมากเกินไป หรือไม่ก็ขี้เกียจเกินไปรวมทั้งไม่กระตือรือร้นหรือแสวงหาความรู้ใหม่ๆ

ข้อ 9 คนไทยไม่ค่อยจะตรงไปตรงมา หรือไม่ค่อยซื่อสัตย์ ชอบโกหกเป็นประจำ โดยเฉพาะการมาสาย หรือขาดงาน ข้อ 10 เต็มไปด้วยเรื่องของพวกพ้องในการทำงานมักจะมีการเอาเรื่องของญาติหรือพรรคพวกเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อคนเหล่านี้ทำการทุจริตก็จะช่วยกันปกปิด โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของบริษัทหรือส่วนรวม ข้อ 11 แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น และใช้เวลาส่วนใหญ่พูดคุยในเรื่องส่วนตัว และข้อ 12นับถือระบบอาวุโส ไม่ทำอะไรข้ามหน้าข้ามตา และเกรงกลัวคนที่มีอำนาจมากเกินไป

ท่านผู้อ่านคงจะเห็นด้วยกับชาวต่างชาติเหล่านี้พอสมควร ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนที่มีวิชาสอนเกี่ยวกับ “พื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของการเมืองไทย” อันเป็นชุดวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก็ยืนยันว่ามุมมองของชาวต่างชาติทั้ง 12 คนนี้ ไม่มีอะไรแตกต่างหรือเกินเลยไปจากสิ่งที่วิชานี้ได้สอนให้นักศึกษามาโดยตลอดนั้นเลย

เมื่อใช้ทฤษฎี “How ugly to beThai” หรือ “ทำไมคนไทยน่าเกลียดจัง(วะ)” อย่างที่ชาวต่างชาติเหล่านี้คิด (และยืนยันด้วยตำราเรียนของไทย) มาใช้ศึกษาขบวนการและวิธีการที่คนไทยกำลังจะปฏิรูปการเมืองไทย โดยเฉพาะการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “โบรักสีดำ” ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ ก็ยิ่งทำให้ความคิดและทฤษฎีดังกล่าวมีความชัดเจนขึ้น

เรื่องแรก แม้จะพยายามมีการนำเสนอความเห็นและแนวทางเพื่อการปฏิรูปมากมาย ดูเหมือนว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองไปได้มาก แต่ผู้เขียนเชื่อว่าด้วยนิสัยไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงของคนไทย เราคงจะไม่ได้เห็นอะไรที่ตื่นเต้นหรือเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เช่น การเลือกตั้งในระบบเยอรมันก็คงมีการดัดแปลงให้เป็นไทยๆ หรือสมัชชาคุณธรรมก็คงเป็นได้เพียงความฝัน (ต่อไป) รวมทั้งความคิดที่จะตั้งองค์กรนั้นองค์กรนี้มาเป็น“อาณาจักร” ของแต่ละกลุ่มแต่ละพวก ก็คงจะสร้างปัญหาให้สังคมไทยอย่างมากมายต่อไป

เรื่องต่อมา เหมือนครั้งที่มีหลายคนวิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ว่าเป็นฉบับ “สังขยา-รวมมิตร” เพราะพยายามที่จะเอาความคิดของ “หลายคน-หลายสำนัก-หลายประเทศ” มารวมกันเข้า อย่างที่ผ้เู ขียนเรียกว่า “ลัทธิหยวน”คือยอมๆ กันไป ด้วยความเกรงใจผู้อาวุโสบ้าง อยากเอาใจพรรคพวกบ้าง หรือบางคนก็บอกว่าไม่เป็นไร ใส่ๆ ไปเถอะ ทดลองดูก็ได้ ฯลฯ รวมถึงปล่อยให้ทำไปตามใจชอบถือสุภาษิตว่า “หมูเขาจะหามอย่าเอาคานไปสอด” รัฐธรรมนูญฉบับที่กำ ลังร่างอย่นู ี้ก็เช่นกัน ที่แม้แต่มือกฎหมายของ คสช.เองก็เรียกว่า “ฉบับแกงส้ม” คือต้องใส่ผักปลามากมาย ที่สำคัญต้องทิ้งค้างคืนไว้จึงจะอร่อยมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นทางภาคเหนือก็เรียกว่า “แกงโฮะ”คือเอาอาหารตา่งๆ มารวมกนั ในทำนองนำกลับมาใช้ใหม่ หรือRecycle

อีกเรื่องหนึ่ง ผู้เขียนเชื่อว่าในท้ายที่สุดการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ถ้า คสช.ไม่ตามใจคณะและกลุ่มต่างๆ (ไม่เฉพาะแต่ สปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างฯ)ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอะไรที่มากมายกว่า“แม่น้ำ 5 สาย” คืออาจจะเป็น “ห้วยหนอง คลอง บึง” อีกนับร้อยนับพันสาย(ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก เว้นแต่ คสช.ต้องการจะให้อะไรๆ มัน “เละตุ้มเป๊ะ” เพื่อดำเนินการอะไรต่อไปบางอย่าง ก็คงจะต้องอดทนต่อไป) ก็ต้องมีการ “ฟันธง” โดยที่ คสช.น่าจะต้องนำเอา “พิมพ์เขียวประเทศไทย”ที่มีหลายคนเชื่อว่าทหารได้จัดทำไว้มานานแล้วออกมาใช้

ความเชื่อนี้ก็มีเหตุผลน่าจะเป็นไปได้เพราะทหารคงจะไม่ปล่อยให้บ้านเมืองล้มเหลวติดๆ กัน ตั้งแต่ครั้งที่ คมช.ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ได้ฝาก“รอยช้ำ” ให้แก่บ้านเมืองอย่างน่าอนาถกลายเป็น “รอยแผลเป็น” ที่คนไทยต้องหลบสายตา ไม่อาจจะทนมองได้ ด้วยความเจ็บปวด (ในความแตกแยกระหว่างคนไทย) มากว่า 8 ปี ดังนั้น คสช.ก็จะต้องมากอบกู้ประเทศและสร้างความหวังใหม่(ที่ไม่ใช่พรรคของบิ๊กจิ๋ว) ให้แก่คนไทยให้จงได้

กระนั้น ด้วยความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของคนไทยดังที่กล่าวมาในตอนต้น ก็อาจจะทำให้ความหวังที่ควรจะได้อะไรใหม่ๆ ต้องสูญสิ้นไปอีก ก็เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นว่า คสช.และคณะต่างๆกำลังขะมักเขม้นทำอะไรต่างๆ อย่าง “เอาเป็นเอาตาย” อยู่นั้น บางทีอาจจะเป็นภาพลวงตา รวมทั้งคำพูดและคำให้สัมภาษณ์ของคนและกลุ่มดังกล่าว อาจจะเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่เขาเหล่านั้นกำลังคิดอยู่ในใจรวมถึงการที่คนเหล่านี้ไม่กล้านำความจริงมาเปิดเผย หรือเอาแต่เรื่องดีๆ มาพูดทำให้หวั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่างานชิ้นแรกคือรัฐธรรมนูญนี้คงจะ “ดูไม่จืด” หรือ “ดูไม่ได้” มีลายมีรู จนไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท