
‘อมรา’ เปิดใจถูกหลอก เบื้องหลังยุบกสม.
เป็นข่าวครึกโครมหลังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตัดสินใจยุบรวมกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เป็นข่าวครึกโครมหลังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตัดสินใจยุบรวมกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กับผู้ตรวจการแผ่นดิน จนกลายเป็น “คณะผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิของประชาชน” ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2558 โดยให้เหตุผลว่า ทั้งสองหน่วยงานมีภารกิจที่ทับซ้อนกัน และหากมีการควบรวมกัน จะทำให้ทั้งสองหน่วยงาน สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อมรา พงศาพิชญ์ ประธาน กสม. ชุดที่ 2 ซึ่งเหลือวาระอีกเพียง 1 ปี เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ ว่ารู้สึก “ผิดหวัง”กับข้อเสนอดังกล่าว และรู้สึก “ถูกหลอก” จากตอนแรกที่หลายเสียงบอกว่า จะไม่มีการยุบ แต่พอถึงวันที่พิจารณาจริง กลับมีกระบวนการรวบรัด สรุปทันทีว่าจะยุบรวมกับผู้ตรวจการแผ่นดิน
“เขาโทรเข้ามาบอกจะมีการพิจารณาเรื่องนี้วันที่ 28 ม.ค. แล้วก็ออกข่าวว่าจะมีการควบรวม แต่จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการ 5 คน ติดตามรายละเอียด ให้เราไปปรึกษา แต่พอเราติดต่อไปที่กรรมการ 5 คน ว่าได้เตรียมข้อเสนอแล้ว ว่าไม่เห็นด้วยกับการยุบรวม ก็ถามต่อไปว่าจะคุยกันได้เมื่อไหร่ แต่คำตอบที่ออกมา คือ เขาบอกว่า ‘ไม่มีแล้วครับ’ กลายเป็นว่าวันที่ 29 ม.ค. มีการสรุปเลยว่าจะยุบรวม แล้วก็ออกมาแถลงข่าวทันที นี่ทำให้เราต้องออกมาทำอะไรสักอย่าง”
อมรา บอกว่า ตัวเธอเองและคณะกรรมการอีก 6 คนไม่ได้เดือดร้อนอะไร หากจะยุบรวมกับผู้ตรวจการแผ่นดินจริง เพราะจะหมดวาระแล้วในอีกไม่ถึง 1 ปีข้างหน้า แต่ที่ต้องออกมาแสดงจุดยืน เพราะเสียดายแผนงาน รวมถึงการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อเตรียมรับกับงานที่ต้องลุยเต็มที่ไว้แล้ว ซึ่งหากเกิดการยุบทิ้ง ก็น่าเสียดายที่งานทั้งหมดจะต้องมาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง รวมถึงยังต้องปรับจูนงานกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่บทบาทหน้าที่ต่างกันพอสมควร จึงอยากเรียกร้องให้มีการแลกเปลี่ยนกันอีกรอบ เพื่อหาทางออกว่า การยุบรวมทั้งสององค์กร เป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วหรือ
“ที่จริงแล้วร่าง พ.ร.บ.ใหม่ เอาง่ายๆ นะ คือ เอากฎหมาย เอาบทบาทหน้าที่ของสององค์กรมาต่อกัน ง่ายๆ เลย แล้วเอาคน 11 คน มาพิทักษ์สิทธิ 11 ด้าน ซึ่งเราไม่เห็นด้วยเลย เพราะการทำงานด้านสิทธิต้องทำแบบองค์รวม และใช้ประสบการณ์ของหลายๆ คนมาถกเถียงกัน ไม่ใช่แบ่งกันไปคนละเรื่อง นี่เป็นเหตุที่ทำให้เราต้องออกมาทำอะไร ไม่อย่างนั้น กรรมาธิการยกร่างฯ เขาก็จะบอกว่า เห็นไหม ยุบรวมไปก็ได้ ไม่มีคนต่อต้านเลย”
อมรา บอกอีกว่า หากพิจารณาถึงหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงานนั้น จะพบว่าต่างกันชัดเจน โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน แล้วตรวจสอบวินิจฉัย แต่กลไกของ กสม.ต่างออกไปโดย สิ้นเชิง เพราะไม่เพียงแต่รับคำร้องเท่านั้น กสม.ยังต้องส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิประชาชน ให้ได้รับการปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศอีกด้วย
ส่วนเสียง “สมน้ำหน้า” ที่หลายคนพูดถึงว่าอุตส่าห์เป็นกองเชียร์ให้กับการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ประธาน กสม. บอกว่า ก็เป็นเรื่อง
ที่พอเข้าใจได้และได้ยินเป็นประจำ แต่ยืนยันว่าได้พยายามทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถแล้ว ในการแสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วยกับ “กฎอัยการศึก”
“วันที่ 20 พ.ค. เขาประกาศกฎอัยการศึก ตอนนั้นมีการปิดช่องทีวี และมีการใช้กฎหมายพิเศษที่ละเมิดสิทธิประชาชน เราก็ออกแถลงการณ์ชัดว่า เราไม่เห็นด้วยกับกฎอัยการศึก พอเขาปฏิวัติวันที่ 22 พ.ค. เราก็ถกเถียงกันว่า เราจะออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยดีไหม วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดี เราก็เตรียมไว้ว่า วันศุกร์-เสาร์ เราจะทำแถลงการณ์ แล้วแสดงจุดยืนในวันจันทร์ แต่พอคืนวันเสาร์เขาก็ออกประกาศเลยว่า ‘ห้ามองค์กรอิสระแสดงความคิดเห็นหรือสร้างความสับสนให้ประชาชน’ กรรมการบางคนพอได้ยินอย่างนั้น ก็ไม่ต้องการให้ออกแถลงการณ์ขัดแย้งกับทหาร คนข้างนอกก็เลยไม่รู้ว่าเราได้เตรียมทำอะไรไปบ้าง”
อย่างไรก็ตาม อมรา ยืนยันว่า ในช่วงที่มีการประกาศกฎอัยการศึก และมีการเรียกแกนนำ รวมถึงมวลชนฝ่ายต่างๆ เข้ารายงานตัวในค่ายทหารนั้น กรรมการสิทธิฯ ได้ส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ ไปแล้วว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนชัดเจน
“ช่วงที่ปฏิวัติเราเจ็บมากๆ เพราะประชาชนก็บอกว่า เขาจำเป็นต้องต่อต้านการปฏิวัติ แต่ฝ่ายทหารที่ปฏิวัติ เขาก็บอกว่าเขาจำเป็นต้องทำ กลายเป็นว่ากรรมการสิทธิฯ อยู่ตรงกลาง สิ่งที่เราทำได้ก็คือ เราต้องบอกรัฐว่าการปฏิวัติแล้วใช้กฎหมายพิเศษนั้น ชัดเจนว่าละเมิดสิทธิ แต่เขาก็ยืนยันว่าเขาจำเป็นต้องใช้”
“หลังจากนั้นไม่นาน ทหารมาหาที่สำนักงานเพื่ออธิบายว่าทำไมถึงต้องปฏิวัติ ซึ่งเราก็ชี้แจงว่า เราทำหน้าที่ของเรา คือ พยายามปกป้องสิทธิประชาชนเต็มที่ และเราก็ชี้แจงว่า มีภาคประชาชนจำนวนมากที่เดือดร้อน จากการท่ี่ไม่สามารถแสดงออกได้ และที่หลายคนไม่รู้ก็คือ คนที่หายเงียบไปช่วงนั้น กสม.ก็ไปช่วยดูแล ช่วยประสานให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานที่ดี แต่ในเรื่องหลักใหญ่ เรื่องกฎอัยการศึก เราก็บอกรัฐบาลได้แต่เพียงว่า หากรัฐบาลละเมิดสิทธิประชาชน คุณต้องรับผิดชอบนะ เท่านั้น”







