
ถึงเวลาปักหลัก วางรากสังคมไทย
....วุฒิสาร ตันไชย
แม้ว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เมื่อปลายปี 2548 จนมาถึงการชุมนุมของกลุ่ม นปช. และเหตุการณ์ช่วงเดือน พ.ค. 2553 จะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการแสดงออกทางความคิดและพัฒนาการของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน หากแต่ยังก่อให้เกิดความสูญเสียและความเสียหายทั้งในระดับบุคคล สังคม และระดับประเทศ ทั้งด้านสังคม การเมือง การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โอกาสในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และโอกาสในการเตรียมการเพื่อการรองรับชุมชนเศรษฐกิจอาเซียน โอกาสเพื่อธุรกิจ (ASEAN Economic CommunityAEC) ในปี 2558 รวมทั้งภาพลักษณ์ของประเทศไทยทั้งด้านความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางการเมือง
นอกจากความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างประมาณค่าไม่ได้ ผนวกกับเหตุการณ์และความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าระบบการเมืองไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ ทำให้คนส่วนใหญ่เสื่อมศรัทธาต่อระบบสถาบันการเมือง อึดอัดและรู้สึกว่าเมืองไทยมีวิกฤตและต้องเร่งหาทางออก ซึ่งกระแสสังคมช่วงนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าคนไทยต้องการเป็นสังคมปรองดอง โดยความปรองดองไม่ได้หมายความว่าทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายในประเทศต้องมีความคิดเห็นเหมือนกัน แต่หมายความว่าสังคมไทยจะต้องเป็นสังคมที่คนมีความเห็นแตกต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปรองดอง ยอมรับในความแตกต่าง
แผนปรองดองที่รัฐบาลเสนอเป็นอีกทางออกหนึ่งสำหรับการแก้ไขและฟื้นฟูประเทศไทย แต่จะต้องยกระดับจากการเป็นแผนปรองดองของรัฐบาลสู่การเป็นแผนปรองดองของคนไทยทุกคน และถือเป็นความรับผิดชอบร่วมของคนไทยที่ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาในฐานะ
“เจ้าของประเทศ” ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น “วาระแห่งชาติ” สิ่งสำคัญ คือ การมองว่าแผนปรองดองเป็นจุดเริ่มต้นของการปักหลัก วางรากฐาน สถาปนาระบบสังคมใหม่ของสังคมไทย และเป็นการปักหมุดในการปฏิรูปประเทศไทยก่อนเข้าสู่แผนปรองดอง ทุกฝ่ายจะต้องหยุดการสร้างความเกลียดชังเพิ่มเติม!! ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง รัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน นักการเมืองและสื่อมวลชนจะต้องร่วมกันสร้างการเมืองเพื่อบ้านเมือง ในขณะที่สื่อมวลชนเองจะต้องมีความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่เสนอ ทั้งส่วนของประชาชนและกลุ่มความคิดทางการเมืองจะต้องปลอดจากอคติทางการเมืองที่มีต่อกัน และทำให้เป็นสัมมาทิฐิ จากนั้นกลับมาคิดและวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาและสาเหตุแห่งปัญหาร่วมกัน
จากนั้นทุกฝ่ายมุ่งตรงสู่
“การปรองดอง” โดยเริ่มจากประเด็นเรื่องการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างกันในสถานะเศรษฐกิจ สังคม โอกาสและการเข้าถึงทรัพยากรของประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานในการแก้ไขปัญหาในอีกหลายเรื่องของสังคมไทย นอกจากนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพูดถึงการปฏิรูปสื่อให้มีความรับผิดชอบต่อเนื้อหาสาระที่ได้ส่งสารไปสู่สาธารณชน การจัดระเบียบสื่อให้มีความเหมาะสมในเชิงเนื้อหาและการนำเสนอ รวมทั้งการสร้างความเคารพศรัทธาในสถาบันกษัตริย์ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เป็นปัญหาเชิงประจักษ์ที่กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มพันธมิตร กลุ่ม นปช. รัฐบาล ภาคเอกชน และความเห็นทางการเมืองต่างๆ รวมทั้งคนส่วนใหญ่ของสังคมเห็นพ้องกันว่าต้องเร่งดำเนินการแก้ไข และต้องนำเข้าสู่กระบวนการปรองดอง จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะร่วมกันในการแก้ไขปัญหาโดยไม่มุ่งกล่าวหาว่าฝ่ายใดถูก หรือฝ่ายใดผิด เพราะไม่มีฝ่ายใดถูกทั้งหมดและก็ไม่มีฝ่ายใดผิดทั้งหมด ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องช่วยกันเพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็น
“ความรับผิดร่วมกันในการแก้ไขปัญหา” และเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องทำเพื่อ “บ้านเมือง”






