
ดาวเทียมคิดให้ครบ
ความพยายามเดินหน้านำดาวเทียมไทยคมกลับมาอยู่ภายใต้ความดูแลของกลไกรัฐ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลังได้รับบทเรียนเรื่องความมั่นคง ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ใช้สื่อทีวีดาวเทียมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมวลชนขึ้นมา
ล่าสุดนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาย้ำเดินหน้าการซื้อดาวเทียมไทยคมคืน โดยมอบให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการเจรจากับเทมาเซก กลุ่มทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ภายใต้เงื่อนไขและราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งนายกฯ เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะซื้อดาวเทียมกลับคืน
ทั้งนี้ ในส่วนของช่องทางที่จะได้ดาวเทียมกลับคืนมา มีสองทางใหญ่ คือการซื้อเฉพาะดาวเทียม ซื้อหุ้นของบริษัท ไทยคม ที่เป็นผู้รับสัมปทาน หรือดำเนินการทางกฎหมายจากการที่บริษัท ไทยคม ผิดสัญญาสัมปทาน โดยยึดแนวที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งตัดสินว่า บริษัท ไทยคม ทำผิดสัญญาที่ยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงใหม่ สวมสัมปทานเข้าไปในดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 นอกจากนี้ในแง่ของกฎหมายอีกทาง หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ากุหลาบแก้วเป็นนอมินีถือหุ้นในไทยคม บริษัทก็จะผิดสัญญา สามารถบอกเลิกสัญญาได้
อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการตามกฎหมายต้องให้ความเป็นธรรมกับเอกชนผู้ประกอบการตามหลักสากล สามารถอธิบายให้กับสังคมเข้าใจได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งถ้ารัฐบาลดำเนินกระบวนการยุติธรรมตามหลักสากลยอมรับได้ สิ่งนี้กลับจะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ที่ผิดว่าไปตามผิด หากถูกย่อมต้องถูกพร้อมได้รับการปกป้องจากรัฐเต็มที่
ขณะที่การดำเนินการเพื่อให้ได้ดาวเทียมกลับมาภายใต้การบริหารของรัฐ โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์เลือกหนทางที่น่าจะเร็วทันกับความมั่นคง ส่วนนี้ได้ดำเนินการไป ทว่าสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และอยากฝากรัฐบาลให้ช่วยคิดต่อ คือการจะหาหน่วยงานไหนมาบริหารดาวเทียมที่ได้มาอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล รวมทั้งจะนำเงินจากไหนมาซื้อดาวเทียม ซึ่งเชื่อว่าต้องมากกว่าที่รัฐบาลประเมินไว้เบื้องต้นว่า แค่กว่า 1,000 ล้านบาทแน่
เห็นได้จากกิจการของรัฐที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ส่วนใหญ่จะบริหารงานตามหลังเอกชนหลายก้าวเสมอ ทั้งๆ ที่ได้เปรียบในแง่การเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีพื้นฐานมายาวนานกว่า เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์เดินหน้าที่จะซื้อดาวเทียมกลับมาแล้ว ก็ควรจะหาทางสร้างประโยชน์ให้คุ้มกับภาษีที่นำไปซื้อด้วย







