
ปฏิรูปภาษีช้า
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เคยพูดถึงหัวใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย ว่าต้องแก้ที่จุดอ่อนเชิงโครงสร้างให้ได้ก่อน หากทำไม่ได้ก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ลำบาก
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เคยพูดถึงหัวใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย ว่าต้องแก้ที่จุดอ่อนเชิงโครงสร้างให้ได้ก่อน หากทำไม่ได้ก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ลำบาก
จุดอ่อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เป็นโจทย์ใหญ่ ได้แก่ จุดอ่อนด้านโครงสร้างพลังงาน โครงสร้างภาษี ต้นทุนขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา
ดังนั้น หากจะดูว่าเศรษฐกิจไทยมีอนาคตสดใสแค่ไหน ก็ดูได้จากความคืบหน้าในการแก้ไขจุดอ่อนทางเศรษฐกิจข้างต้น
สำหรับจุดอ่อนด้านโครงสร้างงานพลังงาน ที่มีการบิดเบือนราคาให้ถูกกว่าต้นทุนแท้จริง โดยรัฐใช้เงินอุดหนุน และกลายเป็นภาระก้อนโตของรัฐบาลปีหนึ่งนับเป็นแสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้ปฏิรูปราคาพลังงานครั้งใหญ่ และคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งการปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันและก๊าซ ซึ่งดีที่มีโชคช่วยจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงมาก ทำให้ราคาพลังงานใหม่ไม่กระทบต่อประชาชน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ
ด้านโครงสร้างต้นทุนขนส่ง เป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องปรับเปลี่ยนการขนส่งจากถนนต้นทุนสูง มาเป็นระบบรางที่ต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งผูกกับการลงทุนของภาครัฐที่เบิกจ่ายได้ล่าช้า เป็นตัวดึงเศรษฐกิจไทย
ขณะที่จุดอ่อนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการศึกษา เพื่อผลิตคนให้มีคุณภาพ และสอดคล้องกับความต้องการแรงงานก็เป็นเรื่องระยะยาว ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในปีสองปี ในระยะสั้นเรื่องนี้จึงเป็นปัญหากับเศรษฐกิจไทยต่อไป
แต่ในส่วนของการแก้ไขจุดอ่อนโครงสร้างภาษี ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และน่าจะทำได้เร็วเหมือนการปฏิรูปด้านพลังงาน ทว่าในทางปฏิบัติคืบหน้าน้อยมาก เพราะมีแรงต้านจากนายทุนและกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ ทำให้เรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ไขกันมานานไม่มีความคืบหน้า
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะนายกรัฐมนตรี เคยแถลงนโยบายชัดเจนว่า ต้องเร่งปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ เพื่อให้มีรายได้พอกับรายจ่าย และต้องเก็บภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมในสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่คนรวยได้รับอยู่ในปัจจุบัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การปฏิรูปภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม กรณีของการเก็บภาษีผู้รับมรดก ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาอยู่ ก็มีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก ทั้งที่จัดเก็บเพียง 10% และเก็บเฉพาะส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท
แม้กระนั้น บรรดาเศรษฐีมีเงินก็เห็นว่าเป็นภาระที่มากเกินจะรับได้ ทำให้มีการโอนเงินไปต่างประเทศ และรีบโอนที่ดินให้ลูกหลาน เพื่อเลี่ยงภาษีมรดกตั้งแต่ยังไม่คลอดเป็นกฎหมาย ถึงขนาด สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ยังอดต่อว่าไม่ได้ว่าคนไทยห่วงสมบัติมากๆ แล้วจะเดินหน้าพัฒนาประเทศได้อย่างไร
หรือการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ เพราะต้องดูรายละเอียดอัตราการเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า 4% ว่าสูงเกินไปหรือไม่
ที่สำคัญ อัตราภาษีที่ดินว่างเปล่ายังกระทบต่อเศรษฐีที่ดินและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ จึงมีความพยายามที่จะให้รัฐตีความที่ดินว่างเปล่าที่รอการพัฒนา เป็นที่ดินเพื่อการพาณิชย์ที่กำหนดอัตราภาษีเพียง 0.5% ซึ่งน่าห่วงว่าหากเปิดช่องให้จริง บรรดาเศรษฐีที่ดินก็จะโอนที่ว่างเปล่าให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อให้เสียภาษีต่ำลง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการลดสิทธิประโยชน์ภาษีคนรวย กรณีการยกเลิกค่าหักลดหย่อนจากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ปีละ 3 แสนบาท ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ เคยมีนโยบายชัดเจนให้ยกเลิกมาตรการนี้ หลังสิ้นอายุมาตรการในปี 2559 แต่ก็ถูกผู้บริหารตลาดหุ้น และบริษัทซื้อขายหุ้น พยายามล็อบบี้ให้ต่ออายุ เพราะไม่อยากให้ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบ และท่าทีคลังก็โน้มเอียงจะไม่ยกเลิก
แม้แต่การปฏิรูปภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ ก็เห็นชัดว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนรวยก็ยังไม่ต้องการเสียภาษีมากขึ้น และยังต้องได้รับการลดหย่อนมากเท่าเดิม
รวมทั้งการปฏิรูปภาษีเพื่อเพิ่มรายได้รัฐด้วยการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งจะมีผลปลายปีนี้ แม้จะเหลือเวลาอีกหลายเดือน แต่ก็มีผู้ประกอบการออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย โดยอ้างถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขายของไม่ได้ และหยิบยกกรณีญี่ปุ่นที่ขึ้นภาษีแวตจนเศรษฐกิจติดลบมาอ้าง
แต่ปัญหาที่ตามมา หากปรับขึ้นแวตไม่ได้ การทำงบประมาณรายจ่ายจะมีข้อจำกัดมากขึ้น เห็นได้ชัดจากงบประมาณปี 2559 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ต้องเพิ่มตัวเลขขาดดุลเป็น 3.9 แสนล้านบาท จาก 2.5 แสนล้านบาทในปี 2558
และหากรัฐบาลยังหารายได้เพิ่มไม่ได้ การทำงบประมาณปีต่อๆ ไปก็จะขาดดุลเพิ่มขึ้น จนประเทศมีหนี้สินสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นภัยร้ายครั้งใหม่ของเศรษฐกิจไทย เหมือนที่หลายประเทศเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้น การแก้ไขจุดอ่อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากทำไม่สำเร็จเศรษฐกิจไทยก็ไปไม่รอด ที่่สำคัญ เรื่องที่ควรทำได้เร็วอย่างการปฏิรูปภาษี ถ้าเดินได้ช้าหรือย่ำอยู่กับที่ ก็จะฉุดการเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมทั้งคนจะไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะบริหารเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ตามเป้าที่ตั้งไว้อีกด้วย







