
เขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา ผลกระทบต่อภาคใต้
โดย...สรัชพงศ์ สิทธิชัย
โดย...สรัชพงศ์ สิทธิชัย
นโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อสนับสนุนการนำประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน กระตุ้นเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ และรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยได้กำหนดพื้นที่นำร่องใน 5 จังหวัดของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนนั้น อ.สะเดา จ.สงขลา ได้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกเสนอให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย เหมาะกับการเป็นประตูสู่อาเซียนในปี 2558 มีด่านศุลกากรชายแดนที่สำคัญ คือ ด่านสะเดา และด่านปาดังเบซาร์
ทั้งสองด่านนี้มีมูลค่าการค้ารวมกันในปี 2557 กว่า 488,762 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 50 ของมูลค่าการค้าผ่านด่านศุลกากรชายแดนประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
การที่ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 และประเทศไทยมีสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากต่อประเทศไทย เพราะเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน
ประโยชน์ที่จะได้รับหลัก คือ 1.การส่งเสริมการลงทุนในประเทศ เพราะประเทศไทยมีศักยภาพการเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
2.การส่งเสริมการส่งออก เพราะช่วยลดต้นทุนในการประกอบการต่างๆ เช่น ค่าแรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน
3.การส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิตสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาดำเนินการในประเทศ
4.เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าจากประเทศไทย และประเทศต่างๆ ไปสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศอื่นๆ
5.ก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย ที่มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ
เขตเศรษฐกิจพิเศษ ถือได้ว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับประเทศไทย โดยเป็นพื้นที่ที่กำหนดและพัฒนาขึ้นภายใต้กฎหมายและการบริหารกิจการในลักษณะเฉพาะ มีการปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกับเสนอให้สิทธิพิเศษมากมาย เพื่อดึงดูดการลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างไปจากกฎเกณฑ์ที่บังคับใช้ปกติ ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกและการจ้างงาน อันนำไปสู่การสร้างรายได้ และพัฒนาความมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลิตภาพด้านการผลิต พร้อมกับการพัฒนาแรงงานและบุคลากร ทำให้มีการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและเพิ่มรายได้ของผู้เกี่ยวข้องทุกส่วน นำไปสู่การก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของประเทศไทยในอนาคต
หากมองถึงศักยภาพความเหมาะสมของ อ.สะเดา ในการเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ถือว่ามีความเหมาะสมอยู่หลายประการ
ประการแรก สามารถเป็นพื้นที่เชื่อมโยงระดับภูมิภาค เป็นประตูทางใต้ของไทยบนแนว NSEC มีช่องทางขนส่งหลักทางถนนและรางเชื่อมต่อกับประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์
ประการที่สอง พื้นที่ อ.สะเดา นั้นอยู่ใกล้พื้นที่อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบสำคัญของภาคใต้อย่างยางพารา อุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางของมาเลเซีย และระยะทางไม่ไกลจากท่าเรือปีนังและท่าเรือกลางของมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันไทยได้ส่งออกสินค้าสำคัญหลายชนิดผ่านท่าเรือดังกล่าวออกไปสู่ผู้ซื้อปลายทางหลายประเทศ จึงง่ายต่อการส่งออกสินค้าสำคัญ เช่น ยางแผ่นดิบ และน้ำยางข้น
จากโครงสร้างเศรษฐกิจของภาคใต้ปี 2555 พบว่า สาขาเศรษฐกิจสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ คือ ภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม โดยในภาคเกษตรกรรมมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดคือ ยางพารา ซึ่งภาคใต้เป็นแหล่งปลูกยางพารามากที่สุดของประเทศไทย และไทยก็เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกยางพารามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเกษตรกรรมที่สำคัญรองลงมา ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน และกุ้งเพาะเลี้ยง สินค้าเกษตรทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นวัตถุดิบขั้นต้นชั้นดี เหมาะสำหรับนำไปเป็นวัตถุดิบแปรรูปในอุตสาหกรรมหลายประเภท แต่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการแปรรูปวัตถุดิบในขั้นต้น ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นพื้นฐาน จึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตภาคการเกษตรได้ไม่สูงมากนัก
หากพิจารณาสินค้าส่งออกสำคัญผ่านด่านศุลกากรไทย-มาเลเซียในปัจจุบัน เห็นได้ว่า สินค้าส่งออกที่สำคัญสุด คือ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญรองลงมา คือ ส่วนประกอบกับอุปกรณ์ประกอบใช้สำหรับเครื่องจักร และวงจรรวมกับไมโครแอสแซมบลีที่ใช้ในทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันมีฐานการผลิตอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศ แต่ส่งออกผ่านทางภาคใต้
การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา ถ้ามีแรงจูงใจสำหรับนักลงทุนที่น่าสนใจอย่าง สิทธิพิเศษต่างๆ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการ จะดึงดูดให้มีนักลงทุนมาลงทุนเพิ่ม โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดามีความเหมาะสมที่สุดเมื่อเทียบกับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นๆ ที่สามารถพัฒนาเป็น Export Processing Zone เพื่อเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งจะทำให้รูปแบบการผลิตและส่งออกสินค้าผ่านด่านศุลกากรชายแดนไทย-มาเลเซียจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการผลิตและการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มขึ้น อาทิ ยางล้อ ถุงมือยาง แผ่นยางทาพื้นสนามกีฬา
ประกอบกับรัฐบาลก็มีนโยบายกระตุ้นการใช้ยางพาราภายในประเทศ ส่วนปาล์มน้ำมัน ที่ปัจจุบันผลิตและส่งออกในรูปแบบวัตถุดิบขั้นต้นอย่างน้ำมันปาล์มดิบ ก็เปลี่ยนเป็นผลิตและส่งออกในรูปแบบสินค้าผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น อาทิ อาหารแปรรูป เครื่องสำอางและยา
นอกจากนี้ เป็นโอกาสอันดีสำหรับโรงงานผลิตส่วนประกอบเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในการมาลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากสิทธิพิเศษต่างๆ แล้ว ยังสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งได้เป็นอย่างดี







