
เอเชียเสี่ยงเบี้ยวหนี้ ผวาดอลล์แข็ง น้ำมันถูก
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะความผันผวนอย่างรุนแรงในโลกการเงินที่เห็นได้อย่างเด่นชัดคือ สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากขึ้น โดยค่าเงินดังกล่าวแข็งค่าขึ้นมาแล้วถึง 13% ในปี 2014 และต่อเนื่องขึ้นอีก 5% นับตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้
นับว่าไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่ประกาศใด เพราะได้รับปัจจัยจากความแข็งแกร่งภายในของเศรษฐกิจสหรัฐเอง และการกระตุ้นเศรษฐกิจของบรรดาธนาคารกลางทั่วไปที่นำทัพโดยธนาคารกลางยุโรป
(อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมัน ส่งผลให้นักลงทุนเบนเข็มไปลงทุนในสกุลเงินเหรียญสหรัฐมากขึ้นในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย”
หากมองอย่างผิวเผิน แนวโน้มสกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งตัวต้องถือว่าเป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจเอเชียที่เน้นการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากจะทำให้ผู้ซื้อในต่างแดนรู้สึกว่าสินค้าในเอเชียมีราคาถูกลง สร้างแรงดึงดูดในการซื้อ
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนจะพบว่าแนวโน้มดังกล่าวกำลังเป็นฝันร้ายที่จะจุดชนวนให้บรรยากาศ “ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้” แพร่กระจายไปทั่วเอเชียอีกครั้ง
เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งขึ้น ทำให้สกุลเงินท้องถิ่นเอเชียแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐได้ในอัตราที่น้อยลง ทำให้ลูกหนี้สัญชาติเอเชียต้องใช้เงินสกุลท้องถิ่นในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อชำระหนี้ในรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐในจำนวนเท่าเดิม
หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงตามไปด้วยนั่นเอง
ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้เอเชียทั้งทวีปกำลังนั่งอยู่บนกองหนี้จำนวนมหาศาล ที่ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนกู้มาเพื่อการลงทุน โดยอาศัยจังหวะที่มีเงินทุนไหลทะลักเข้ามาในเอเชียจากการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตการเงินปี 2009
พื้นฐานการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียที่เติบโตจากหนี้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จึงยิ่งมีความเสี่ยงหากต้องเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจที่ลุกลามใหญ่โต
ขณะเดียวกัน ภาวะน้ำมันที่ทรุดตัวลงก็ไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเอเชียอย่างที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการเข้าแทรกแซงตลาดไม่ให้เคลื่อนไหวตามกลไกธรรมชาติ
อาทิกรณีจีน รัฐบาลจีนฉกฉวยโอกาสราคาน้ำมันทรุดตัว ในการเพิ่มเงินในคลังแทนที่จะให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันถูกลงโดยเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังจีนประกาศเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับน้ำมันเบนซิน และน้ำมันหล่อลื่น ขึ้นอีก 0.12 หยวน ซึ่งเท่ากับว่าในปัจจุบันรัฐบาลกรุงปักกิ่งเก็บภาษีพลังงานลิตรละ 1.52 หยวน และยังเก็บภาษีจากน้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันเตาอีก 0.1 หยวน หรือเท่ากับ 1.2 หยวน/ลิตร
กรณีดังกล่าวทำให้ผลประโยชน์จากราคาน้ำมันไม่สามารถลงมาถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากติดตาข่ายภาษีของรัฐบาล ส่งผลให้ประชาชนไม่ค่อยรู้สึกถึงภาวะราคาน้ำมันถูกมากนัก และไม่จูงใจให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นในที่สุด
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ในความเป็นจริงน้ำมันจะถูกลง แต่สำหรับผู้บริโภคในเอเชียกลับไม่ค่อยรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวสักเท่าไร เนื่องจากการเข้าแทรกแซงตลาดของรัฐบาล น้ำมันถูกที่ปกติจะกระตุ้นการบริโภคจึงไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคในเอเชียได้อย่างที่ควร ขณะที่เศรษฐกิจยังซบเซาต่อไป
แน่นอนว่าสำหรับภาคเอกชนในเอเชียที่เผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา การบริโภคชะลอ ยิ่งทำให้เงินรายได้ที่จะนำไปชำระหนี้มีสัดส่วนน้อยลงตามไปด้วย เรียกได้ว่านอกจากเอเชียจะเผชิญกับความยากลำบากจากเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งขึ้นแล้ว ยังต้องเผชิญกับภาวะเงินรายได้ที่ซ้ำเติมเข้ามาอีกด้วย
สำหรับเพื่อนร่วมทวีปเอเชียที่มีน้ำมันเป็นสินค้าส่งออกหลักยิ่งเลวร้าย และยิ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันถูกอย่างรุนแรงกว่าชาติที่นำเข้าน้ำมันเสียอีก เนื่องจากรายได้จากการส่งออกน้ำมันลดลงและส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้อย่างเห็นได้ชัด
ล่าสุด มาเลเซียกำลังเป็นที่จับจ้องในสายตานานาชาติว่าอาจจะไม่สามารถทันเวลาที่กำหนด ถึงแม้นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย จะแสดงความมั่นอกมั่นใจว่ากรณีดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากเจ้าหนี้ส่วนใหญ่คือชาวมาเลเซียเองและเป็นการลงทุนในระยะยาว แต่บริษัทจัดอันดับเครดิตอย่าง “มูดี้ส์” กลับออกมาเตือนว่าอาจต้องปรับลดเครดิตของมาเลเซีย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ บริษัท 1 มาเลเซีย ดีเวลอปเมนท์(1เอ็มดีบี) บริษัทลงทุนของรัฐบาลมาเลเซียที่มีนายกฯ นาจิบนั่งในตำแหน่ประธานขอเลื่อนเวลาการชำระหนี้จำนวน 550 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.76 หมื่นล้านบาท) ออกไปก่อน
ทั้งนี้ หนี้สินทั้งหมดของบริษัทดังกล่าวจำนวน 1.16 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.71 แสนล้านบาท) ได้รับการค้ำประกันโดยรัฐบาล แน่นอนว่าหาก 1เอ็มดีบี ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็เท่ากับว่ารัฐบาลมาเลเซียต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือซึ่งหมายความว่า รัฐบาลอาจจะต้องออกพันธบัตรเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการขยายหนี้สาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้วถึง 55% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ต้องยอมรับว่า กรณีดังกล่าวอาจไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากนัก หากไม่ได้เกิดในช่วงที่มาเลเซียกำลังเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันเตี้ยต่ำ เนื่องจากรายได้จากน้ำมันมีสัดส่วนคิดเป็น 30% ของประเทศเลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นความท้าทายใหม่ของรัฐบาลอยู่แล้ว และอาจเป็นการบีบบังคับให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมาเลเซีย
อาจเรียกได้ว่า โดยภาพรวมแล้วสภาพเศรษฐกิจเอเชียในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เผชิญความท้าทายเป็นอย่างยิ่งยวด ทั้งจากภาวะเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าและภาวะราคาน้ำมันที่ถูกลง จนอาจกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ในเอเชีย
นอกจากนั้น เอเชียยังต้องเผชิญกับความผันผวนทางด้านการเงินจากภาวะเงินทุนผันผวนที่ไหลอย่างไร้ทิศทางจากการเก็งกำไรของนักลงทุนที่พยายามจะหอบเงินไปหาแหล่งลงทุนที่มีผลตอบแทนดีที่สุด ซึ่งแน่นอนว่า ยิ่งทำให้เกิดความผันผวนในสกุลเงินท้องถิ่นตามไปด้วย
ท่ามกลางภาวะความผันผวนในโลกการเงิน การเป็นหนี้จำนวนมหาศาลจึงเปรียบเสมือนว่าเอเชียนอนกอดระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ







