
เลิกเอาเปรียบคนไทย
เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบตลาดเวสต์เทกซัส (WTI) ปิดตลาดที่ 48.25 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากวันก่อนที่ราคาปิดที่ 44.53 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 7-8% หลังมีรายงานตัวเลขแท่นขุดเจาะน้ำมันทั่วโลกที่ลดลง ต่อมาวันที่ 2 ก.พ. ราคาน้ำมันดิบปิดตลาดที่ 48.52 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และปิดตลาดที่ 53.05 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในวันที่ 3 ก.พ. หรือเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 19.1%
เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบตลาดเวสต์เทกซัส (WTI) ปิดตลาดที่ 48.25 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากวันก่อนที่ราคาปิดที่ 44.53 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 7-8% หลังมีรายงานตัวเลขแท่นขุดเจาะน้ำมันทั่วโลกที่ลดลง ต่อมาวันที่ 2 ก.พ. ราคาน้ำมันดิบปิดตลาดที่ 48.52 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และปิดตลาดที่ 53.05 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในวันที่ 3 ก.พ. หรือเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 19.1%
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้เมื่อวันที่ 3 ก.พ. บริษัท ปตท. และบริษัท บางจากปิโตรเลียม นำร่องประกาศปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทุกประเภท 50 สตางค์/ลิตร ยกเว้นแก๊สโซฮอล์ อี85 ที่ปรับเพิ่มราคา 30 สตางค์/ลิตร โดยให้มีผลวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งผู้บริหารบริษัทน้ำมันให้เหตุผลว่า การปรับเพิ่มราคาน้ำมันรอบนี้เป็นผลจากในช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นกว่า 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ประกอบกับค่าการตลาดอยู่ในระดับ 1 บาท/ลิตรเท่านั้น
แน่นอนว่าการปรับเพิ่มราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะต้องสะท้อนกลไกตลาดโลก แต่ประเด็นที่สังคมแคลงใจ คือ เพียงไม่กี่วันที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น บริษัทน้ำมันมีท่าทีสนองตอบด้วยการเร่งรีบปรับเพิ่มราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ เรียกได้ว่าแทบจะทันทีทันใด
แตกต่างจากในช่วงก่อนหน้านี้ที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่บริษัทน้ำมันต่างทอดเวลาในการปรับลดราคาน้ำมันออกไป 1-2 สัปดาห์ โดยให้เหตุผลว่า สาเหตุที่ยังปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ได้ เนื่องจากบริษัทมีสต๊อกน้ำมันเก่าที่ซื้อมาในราคาสูงค้างอยู่ หากลดราคาน้ำมันทันทีจะทำให้บริษัทขาดทุนและส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงสถานีจำหน่ายน้ำมันรายกลางและรายเล็ก
ด้วยเหตุผลและข้ออ้างอิงที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในช่วงที่น้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น และในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง จึงเห็นได้ชัดเจนว่าบริษัทน้ำมันกำลังเอาเปรียบ
ผู้บริโภค และได้ประโยชน์ไม่ว่าน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ตาม เพราะแม้ว่าตามสถานีน้ำมันส่วนใหญ่จะเก็บสต๊อกน้ำมันได้ประมาณ 3-4 วัน แต่กฎหมายกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ต้องสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปไม่น้อยกว่า 43 วัน หรือประมาณเกือบ 1 เดือนครึ่ง
เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่ใช้น้ำมันในประเทศถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริษัทน้ำมันในประเทศ รัฐบาลและกระทรวงพลังงานในฐานะที่กำกับดูแลโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศ อีกทั้งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของประเทศอย่างน้อย 2 แห่ง ต้องกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการปรับเพิ่มขึ้นหรือลดราคาน้ำมันขายปลีกให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้น ทั้งรัฐบาลและบริษัทน้ำมันจะถูกสังคมตั้งข้อครหาไปต่างๆ นานากับความคลุมเครือตรงนีี้ อีกทั้งหากมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน จะเป็นผลดีกับบริษัทน้ำมันที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่อีกด้วย หลังถูกสังคมตั้งคำถามมานานว่าดูแลผู้ถือหุ้นมากกว่าประชาชน







