
วาระแห่งชาติด้านเศรษฐกิจ คิดได้แต่ทำยาก
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
เศรษฐกิจไทยกำลังออกอาการชะลอตัวลึกลงเรื่อยๆ จากที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจแต่ละปีจะขึ้นๆ ลงๆ เป็นวัฏจักร แต่ปัจจุบันตัวเลขอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปักหัวลงต่อเนื่องและดูท่าว่าจะกลับทิศเป็นขาขึ้นได้ลำบากมากในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งโลก
การถกเถียงระหว่างเอกชนที่ต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยเพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงบ้างเพื่อช่วยการส่งออก ในขณะที่ ธปท.และ
นักวิชาการบางส่วนก็เห็นว่าการส่งออกของไทยที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่องติดกันมา
2-3 ปี เป็นเพราะปัญหาทางโครงสร้างที่ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง ผู้ส่งออกผลิตสินค้าล้าสมัยไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ค่าเงินบาทอ่อนก็ไม่ช่วยให้การส่งออกไทยเพิ่มมากขึ้น
สำหรับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ เริ่มต้นหน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจหลายแห่งก็เริ่มเห็นว่าจะเติบโตได้ที่ 3-4% แต่ก็อาจจะลดต่ำกว่านี้ได้หากเศรษฐกิจในตลาดโลกแย่
ดังนั้น เพื่อเป็นการรับมือและช่วยเหลือเอกชนที่ได้รับผลกระทบมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีกว่า 2.78 ล้านราย มีการจ้างงานกว่า 11.7 ล้านคน
คิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานทั้งหมด มีมูลค่าประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37% จีดีพี รัฐบาลก็ประกาศให้การแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งรายได้นำเงินเข้าประเทศจำนวนมหาศาลก็เกิดการชะลอตัวหนักจากเศรษฐกิจโลก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเป็นล้านคน ทำให้ทั้งผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเจอผลกระทบตามไปด้วยทั้งยวง คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ซึ่งมีนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเก้าอี้เป็นประธาน ก็มีนโยบายให้ช่วยแก้ไขปัญหา ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงเสนอขอให้รัฐบาลยกระดับการแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ
ล่าสุด ภาคเอกชนได้ขอให้ยกระดับเรื่องการส่งออกให้เป็นวาระแห่งชาติอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเห็นว่าเป็นปัญหาที่เริ่มใหญ่ขึ้นและเกินกำลังที่เอกชนจะรวมพลังแก้ไขปัญหาโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่ไม่ใช่แค่เพียงกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศหรือกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น แต่ต้องทุ่มสรรพกำลังลงมาแก้ไขก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะแย่ลงไปมากกว่านี้
การเรียกร้องให้ยกธุรกิจที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยขึ้นมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังโดยยกให้เป็นเรื่องสำคัญของชาติเป็นข้อเรียกร้องที่ดี หากได้รับการจัดอันดับความสำคัญยกขึ้นมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง มีการระดมสรรพกำลังช่วยกันวางแผนงานแก้ไขให้เป็นระบบ แต่ในทางกลับกันหากยกขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติแล้วก็ทำงานไปเรื่อยๆ ก็ไม่อาจจะแก้ไขปัญหาได้ตามที่เอกชนคิด
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ยกปัญหาเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว แต่การดำเนินการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรมยังเดินหน้าได้ช้ามาก ทั้งการช่วยเหลือด้านการผลิตส่งเสริมความรู้ นวัตกรรมใหม่ๆ ให้มีการนำมาใช้พัฒนาการตลาดและการหาแหล่งเงินทุนให้ ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างชัดเจนว่าจะช่วยให้เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมืองได้อย่างไร
สิ่งที่หน่วยงานต่างๆ ช่วยเหลือเอสเอ็มอีก็คือการค้ำประกันเงินกู้โดย บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดกลาง) ซึ่งคนที่จะได้ใช้บริการนี้ต้องเป็นเอสเอ็มอีที่มีอนาคตเท่านั้น หากค้ำประกันแล้วเป็นหนี้เสียก็ไปสร้างภาระให้ บสย.อีก
นอกจากนี้ รัฐบาลก็ออกกฎหมายประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อรายย่อย(นาโนไฟแนนซ์) แล้ว มีกฎเกณฑ์การทำธุรกิจที่ชัดเจนและเงื่อนไขการให้กู้ แต่ก็ยังไม่มีใครได้รับใบอนุญาตและเริ่มดำเนินกิจการ
ส่วนการหาตลาดหรือการช่วยเหลือด้านองค์ความรู้การพัฒนาหาตลาดยิ่งเป็นเรื่องที่มีการดำเนินการน้อยมาก จนดูเหมือนรัฐบาลแทบไม่ได้ช่วยเหลือ ผู้ประกอบการเลย
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า มีความเป็นห่วงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึงปัญหาด้านข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี เพราะปัจจุบันเอสเอ็มอีทั่วประเทศประมาณ 2.7 ล้านราย พบว่ามีมากกว่า 2 ล้านราย ที่ไม่ขึ้นทะเบียนในระบบ เพราะกังวลว่าจะถูกเก็บภาษีย้อนหลัง ดังนั้นภาครัฐควรมีความชัดเจนว่าจะมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งในส่วนของ ส.อ.ท. ต้องการให้ภาครัฐออกนโยบายนิรโทษกรรมไม่เก็บภาษีเอสเอ็มอีนอกระบบย้อนหลัง เพื่อจูงใจให้กลุ่มนี้ลงทะเบียน เนื่องจากเอสเอ็มอีมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศที่เป็นปัญหาเร่งด่วน
แค่เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติเรื่องเดียวยังไม่เห็นอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน หากนำการท่องเที่ยว การส่งออกเข้าไปเป็นวาระแห่งชาติแต่ทำงานแบบเดิม การยกระดับปัญหาขึ้นมาก็ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างเร่งด่วนและบูรณาการได้เลย







