
หมดทางเลี่ยง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
วานนี้ ธนาคารกลางแห่งชาติจีน (พีบีโอซี) ตัดสินใจออกแถลงการณ์ตัดลดสัดส่วนการกันเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) ซึ่งเป็นระเบียบที่พีบีโอซีกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศต้องมีอัตราส่วนเงินฝากขั้นต่ำไว้ในฐานะเป็นเงินสำรองลง 0.50% มาอยู่ที่ 19.5% โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันนี้
จุดประสงค์หลักนั้น ก็เป็นไปเพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจจีน เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เหล่านี้จะมีปริมาณเงินให้ปล่อยกู้มากขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียได้อีกทางหนึ่ง
ต้องยอมรับค่ะว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวของพีบีโอซีเกิดขึ้นเนื่องจากสถานการณ์บีบบังคับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเติบโตของประเทศเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแออย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2014 ซึ่งอยู่ที่ 7.4% ต่ำสุดในรอบ 24 ปี
แถมตอกย้ำภาวะอ่อนแอให้หนักข้อไปอีกด้วยรายงานตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ในเดือน ม.ค.เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ซึ่งพบว่าลดเหลือ 49.8 จุด จาก 50.1 จุดในเดือน ธ.ค. นับเป็นครั้งแรกที่ตัวชี้วัดภาคการผลิตประเทศต่ำกว่าระดับ 50 จุด ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2012
ด้วยแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจข้างต้นบวกกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่มีปัจจัยสั่นคลอนเสถียรภาพการเติบโตมากมาย ไล่เรียงตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาน้ำมัน ภาวะเงินฝืด และแนวโน้มสงครามค่าเงิน
ดังนั้น ยักษ์ใหญ่ของภูมิภาคเอเชียแห่งนี้จึงไม่เหลือทางเลือกมากนัก นอกจากเดินหน้าหาทางกระตุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจดิ่งเร็วเกินเหตุ (ฮาร์ดแลนดิ้ง) ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคต่อภาวะปกติแบบใหม่ (นิวนอร์มอล) ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี
หลี่เค่อเฉียงค่ะ
ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้อีกว่า ในที่สุดแล้วจีนก็ไม่อาจเมินเฉยต่อแนวทางกระตุ้น แม้ว่าการกระตุ้นนั้นจะส่งผลให้ปริมาณหนี้ของประเทศเพิ่มขึ้น จนเป็นประเด็นบั่นทอนความมั่นคงยั่งยืนของเศรษฐกิจของตนก็ตาม
ครั้นถามว่า ทำไมพีบีโอซีไม่ใช่นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอื่นๆ เช่น การตัดลดอัตราดอกเบี้ยหรือการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเหมือนธนาคารกลางประเทศอื่นๆ ที่ทำให้ค่าเงินตัวเองอ่อนค่าลง ก็ต้องเรียนแบบนี้ค่ะว่าพันธกิจที่พีบีโอซีให้ความสำคัญลำดับแรกสุดก็คือการโปรโมทให้สกุลเงินหยวนเป็นสากลมากขึ้น เพราะฉะนั้นการแทรกแซงเพื่อกดให้ค่าเงินอ่อนค่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของเงินหยวนค่ะ
งานนี้ถือว่าจีนหมดทางเลี่ยงมีแต่ต้องหาทางกระตุ้นเท่านั้นค่ะ







