
3 เจ้าสัวมองเศรษฐกิจ
สหพัฒน์ฟันธงโตแค่2%
สหพัฒน์ฟันธงโตแค่2%
บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2558 ประเมินว่าจะขยายตัวได้เพียง 2% เท่านั้น ซึ่งเป็น การเติบโตเพียงครึ่งเดียว จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี ปีนี้จะมีอัตราเติบโต 4%ขณะนี้สภาพเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้ ภาพรวมยังค่อนข้างทรงตัว การค้าการขายยังไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนทิศทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 ไม่สามารถประเมินได้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตมากหรือน้อย
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจปีนี้อย่ามองแต่ปัจจัยลบ ต้องมองในเชิงบวก สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งปี ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้ และควรให้ความสำคัญการค้าขาย การลงทุนของจีน เพราะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขยายตัวในอนาคตสูง และกลายเป็นประเทศมหาอำนาจอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะลงทุนทั่วโลก 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 16.5 ล้านล้านบาท ส่วนการทำธุรกิจไม่ควรย้ายไปผลิตในจีน เพราะจีนโตเร็วแข่งขันยาก ควรร่วมมือโดยนำสินค้าจากจีนมาจำหน่ายดีกว่า
ขณะเดียวกันไทยเองควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมอาเซียน
ดึงทุนเทศช่วยดันศก.
วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอมตะ คอร์ปอเรชัน ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมอมตะ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีและโดดเด่นในอาเซียน ต้องเติบโตอย่างน้อย 6%ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตมากกว่าจีดีพีของตลาดอาเซียน โดยเฉลี่ยเติบโต 5% หรือมีมูลค่า 2.6 ฅล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยการเติบโตมาจากปัจจัยการลงทุนของรัฐบาล เอกชน และการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน
ทั้งนี้ อุปสรรคที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวช้าเพราะการเมืองขาดเสถียรภาพ ปีที่ผ่านมาเติบโตเพียง 1% น้อยที่สุดในอาเซียน โดยพม่าจีดีพีเติบโต8.5% ลาวโต 7% มาเลเซียโต 5.7% อินโดนีเซียโต5.4% และมองว่า หากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เศรษฐกิจในอาเซียนขยายตัวได้ถึง 6-7% หรือเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1-2% จากปกติเติบโต 5% นั่นคือโอกาสของเศรษฐกิจไทยที่จะสร้างการเติบโต
นอกจากนี้ ยังได้จีนที่มีเป้าหมายจะเพิ่มมูลค่าธุรกิจกับอาเซียนอีก 2 เท่า เป็น 1,000 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 3.3 หมื่นล้านล้านบาท) ในปี2020 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า โดยจีนอยู่ระหว่างเชื่อมโครงการรถไฟไปถึงสิงคโปร์
มองธุรกิจใหม่ถ้าเจ๊งหยุด
ไกรสร จันศิริ ประธานกรรมการ บริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารทะเล กล่าวว่า ปีนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยโดยรวมจะขยายตัวได้ถึง 4% การเติบโตมาจากภาครัฐบาลและเอกชน
สำหรับการลงทุนเอกชน นักธุรกิจต้องประเมินความเสี่ยง หากลงทุนแล้วธุรกิจประสบปัญหาต้องหมดตัวก็ไม่ควรลงทุน แต่ขณะเดียวกันในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ก็มีนักธุรกิจหลายรายประสบความสำเร็จเยอะ หรือในยามเศรษฐกิจดี การทำธุรกิจอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป
นอกจากนี้ การทำธุรกิจต้องสร้างโอกาสหรือมองหาธุรกิจใหม่ๆ ล่าสุดบริษัทได้ลงทุนขยายธุรกิจเลี้ยงไข่มุกในน้ำจืด ที่ จ.เพชรบุรี พื้นที่ 3,000 ไร่เป็นการร่วมทุนกับจีน มีเทคโนโลยีการเลี้ยงไข่มุกล้ำหน้าไทยถึง 10 ปี
ขณะที่การซื้อกิจการต้องพิจารณาว่า บริษัทที่ซื้อคุ้มค่าหรือไม่ สร้างกำไรแต่ละปีหรือไม่ สำหรับเป้าหมายรายได้ปีนี้ราว 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐและอีก 5 ปีหวัง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการทำธุรกิจในจีน ซึ่งมีทัศนะไม่ชอบกินอาหารกระป๋องคาดจะขาดทุน 5-8 ปี แต่หลังทำกิจกรรมตลาดสร้างความเข้าใจ ในปีที่ 6 ก็จะสร้างกำไรได้







