posttoday
ดีมานด์หดซัพพลายล้น น้ำมันส่อดิ่งยาว

ดีมานด์หดซัพพลายล้น น้ำมันส่อดิ่งยาว

04 กุมภาพันธ์ 2558

โดย....นงลักษณ์ อัจนปัญญา

โดย....นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ปรับตัวขานรับในทิศทางบวกแทบจะทันทีสำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นทั่วโลก หลังราคาน้ำมันดีดตัวเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี โดยเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ซึ่งถือได้ว่ายาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค.ปีที่แล้ว

วานนี้ ดัชนีฮั่งเส็ง ฮ่องกง ไต่ระดับปิดบวก 0.29% หรือ 70.04 จุด มาอยู่ที่ 24,554.78 จุด ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ในตลาดเซี่ยงไฮ้ เพิ่มขึ้น 2.45% หรือ 76.61 จุด ที่ 3,204.91 จุด ดัชนีเอ็มเอสซีไอ อีเมิร์จจิ้ง มาร์เก็ต ปรับเพิ่มขึ้น 0.4% มาอยู่ที่ 967.52 จุด ในช่วงเปิดตลาดของตลาดลอนดอน ส่วนตลาดหุ้นวอลสตรีทสหรัฐเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ปรับตัวพุ่งแรงทั้ง 3 ตลาด ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 1.14% เอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.3% และดัชนีแนสแด็ก เพิ่มขึ้น 0.89%

แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวในทิศทางบวกของตลาดหุ้นทั่วโลกข้างต้น มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งนักวิเคราะห์บางสำนักถึงกับระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดของราคาน้ำมันในตลาดโลกครั้งนี้ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 50.46 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สำหรับน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส และที่ 55.78 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สำหรับน้ำมันดิบเบรนต์ ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าราคาน้ำมันซึ่งลดลงอย่าง
ต่อเนื่องกว่า 50% นับตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้วได้มาถึงจุดต่ำสุดเรียบร้อยแล้ว

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ราคาน้ำมันลดลงจนถูกถึงที่สุดแล้ว และหลังจากนี้ทั่วโลกจะได้เห็นราคาพลังงานดีดตัวพุ่งแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยนักวิเคราะห์บางรายถึงกับระบุว่า ราคาน้ำมันในปีนี้น่าจะกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับที่ 200 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในช่วงปลายปีนี้

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งกลับออกโรงเตือนว่ายังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปเรื่องราคาน้ำมันโลกในขณะนี้ พร้อมให้เหตุผลว่าการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในปัจจุบันเป็นไปเพียงระยะสั้นเท่านั้น

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับทัศนะของเหล่าผู้แทนจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่นัดพบปะหารือวิสัยทัศน์และทิศทางของกลุ่มในการประชุมประจำปีที่กรุงเวียนนาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันน่าจะปรับตัวลดลงอีกใน 2-3 เดือนข้างหน้า และมีสิทธิแตะระดับต่ำสุดที่ราคาประมาณ 30-35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเลยทีเดียว

ขณะที่รายงานจากมอร์แกน สแตนเลย์ ก่อนหน้านี้ก็มีการระบุอย่างชัดเจนว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในระยะสั้นๆ แต่ก็เป็นไปอย่างจำกัดและไม่ยั่งยืน เนื่องจากนักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างตระหนักดีว่าราคาน้ำมันในปัจจุบันยังไปไม่ถึงจุดต่ำสุดของตลาด

อาจกล่าวได้ว่า นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเชื่อมั่นว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันจะเป็นความเคลื่อนไหวเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น เนื่องจากมีปัจจัยหลัก 4 ประการที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงไปได้อีก

ปัจจัยประการแรกสุดก็คือการแปลผิดความหมายในกรณีที่มีรายงานเรื่องการปิดแท่นขุดเจาะน้ำมันหลายร้อยแห่งทั่วสหรัฐ โดย อดัม ลองสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดน้ำมัน ระบุว่า การที่มีรายงานที่บริษัทผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่งทั่วสหรัฐปิดแท่นขุดเจาะน้ำมัน ไม่ได้หมายความว่าปริมาณซัพพลายน้ำมันจะลดลงตามไปด้วยแต่อย่างใด ซึ่งหากอ่านในรายละเอียดให้ดี จะเห็นชัดว่าแท่นที่ปิดไปนั้นส่วนใหญ่เป็นแท่นที่ผลิตน้ำมันได้น้อยอยู่แล้ว ขณะที่แท่นที่เปิดใช้งานอยู่เป็นแท่นที่มีการผลิตน้ำมันได้ในปริมาณมาก ดังนั้นปริมาณน้ำมันในตลาดยังคงเกินความต้องการบริโภคในตลาดต่อไป

ความเห็นของลองสันได้รับการสนับสนุนจากนักวิิเคราะห์ส่วนหนึ่ง ซึ่งคาดการณ์ว่า รายงานจากสำนักงานข้อมูลพลังงานของสหรัฐที่จะมีขึ้นในรอบสัปดาห์นี้จะระบุว่า ปริมาณน้ำมันในคลังน้ำมันสำรองของสหรัฐจะยังคงเดินหน้าปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตน้ำมันในสหรัฐจะทำให้น้ำมันสำรองของประเทศขยายตัวเพิ่มถึง 3.75 ล้านบาร์เรล

สำหรับปัจจัยต่อมาที่น่าจะมีผลทำให้ราคาน้ำมันลดต่ำลงได้อีกก็คือความเคลื่อนไหวของฝ่ายโอเปก โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ขณะที่หลายฝ่ายมุ่งความสนใจไปที่การปิดแท่นและการตัดลดงบประมาณเพื่อประหยัดต้นทุนการผลิตของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐ กลับหลงลืมไปว่า ผู้ผลิตน้ำมันหลักของโลกอย่างกลุ่มโอเปกยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงท่าทีใดๆ โดยยังคงเดินหน้าคงกำลังการผลิตเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ยิ่งไปกว่านั้น ผลการสำรวจจากสำนักข่าวรอยเตอร์สยังพบอีกว่า ในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โอเปกยังมีการเพิ่มกำลังการผลิตป้อนสู่ตลาดเข้าไปอีก เมื่อประกอบกับข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจบางตัวของสหรัฐและจีน สองชาติผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่ส่งสัญญาณชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ก็ยิ่งทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งค่อนข้างเชื่อมั่นว่า การลดกำลังการผลิตของสหรัฐไม่น่าจะมีผล เพราะโอเปกยังผลิตเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ขณะที่ปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มจะปรับตัวลดลงจากปัจจุบัน

ส่วนปัจจัยประการที่สามมาจากทฤษฏีความเชื่อของผู้เชี่ยวชาญด้านราคาน้ำมันที่มองว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในขณะนี้ เป็นเพียงการเก็งกำไรในระยะสั้นของนักลงทุน ขณะที่จุดประสงค์ของการตัดลดกำลังการผลิตน้ำมันของเหล่าผู้ผลิตมีจุดประสงค์เดียวก็เพื่อสร้างความสมดุลด้านราคาให้เกิดขึ้นในตลาดน้ำมัน ดังนั้นราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้จะกลายเป็นตัวผลักดันให้ผู้ผลิตน้ำมันหันมาใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุดแทน ซึ่งเท่ากับว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มถูกลงอีกระลอกแน่นอน

ด้านปัจจัยสุดท้ายก็คือข้อเท็จจริงที่ไม่อาจมองข้ามได้ว่าราคาน้ำมันในตลาดปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงกว่าราคาน้ำมันในตลาดฟิวเจอร์ส หรือตลาดล่วงหน้าอยู่แล้ว ซึ่งหมายความว่าการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในขณะนี้ จะส่งผลให้บรรดาผู้ผลิตน้ำมันหันมาเก็งกำไรด้วยการเทขายน้ำมันอีกครั้ง และย่อมทำให้ผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐชะลอการตัดลดกำลังการผลิตของตัวเองออกไป ทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันยังคงมีแนวโน้มมากเกินความต้องการบริโภคของตลาด และทำให้ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวดิ่งลงอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันในตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้มอ่อนแอจากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ บวกกับปริมาณการผลิตน้ำมันที่ยังคงเท่าเดิม และปริมาณน้ำมันในคลังสำรองของประเทศบริโภคน้ำมันรายใหญ่อย่างสหรัฐยังคงขยายตัว ทำให้ปริมาณดีมานด์และซัพพลายของน้ำมันขาดความสมดุล ดังนั้นความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะยังมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลงตลอดทั้งปีเช่นเดิม

หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีมานด์และซัพพลายจะกลับมาสมดุลอีกครั้ง ซึ่งเมื่อนั้นราคาน้ำมันน่าจะได้ฤกษ์ดีดตัวพุ่งขึ้นมาอย่างแท้จริงแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท