posttoday
เครื่องหมายการค้ากับความสามารถทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

เครื่องหมายการค้ากับความสามารถทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

04 กุมภาพันธ์ 2558

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ในทางสากลนั้นหลายประเทศได้ยอมรับให้กลิ่นและเสียงเป็นเครื่องหมายการค้า เช่น กลิ่นหอมๆ ของวานิลลาหรือสตรอเบอร์รี่ ไม่ได้เป็นกลิ่นของขนมเด็กหรือไอศกรีมหรือน้ำหวาน แต่เป็นกลิ่นของน้ำมันเครื่องชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อลูกค้าได้กลิ่นก็จะทราบทันทีว่าเป็นยี่ห้อของน้ำมันเครื่องชนิดนั้นๆ หรือเสียง เช่น พอได้ยินเสียงก็จะทราบว่าไอศกรีม “Wall’s” มาขายแถวบ้านแล้ว หรือถ้าโบราณหน่อยก็เสียง “สิงโตคำราม” ของบริษัทภาพยนตร์ในอดีตที่ชื่อ เมโทร
โกลวินเมเยอร์

คงไม่ต้องอธิบายกันอีกแล้วว่า การจะจดอะไรเป็นเครื่องหมายการค้าได้นั้น จะต้องมีความบ่งเฉพาะ ไม่เล็งหรือบ่งบอกถึงคุณสมบัติของตัวสินค้า ดังนั้น สิงโตคำรามจึงไม่มีอะไรบ่งบอกถึงความเป็นสิงโตเลย แต่เป็นเครื่องหมายการค้าของภาพยนตร์ หรือน้ำมันเครื่องกลิ่นวานิลลา จึงไม่มีอะไรเล็งกับน้ำมันเครื่องเลย ส่วนเงื่อนไขหรือคุณสมบัติอื่นๆ ที่จะทำให้จดเครื่องหมายการค้าได้หรือไม่นั้นยังคงมีอยู่ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมาเล่าสู่กันฟังเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับที่จะเขียนต่อไปเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาของไทย คือ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543  ไม่มีบัญญัติให้จดเรื่องกลิ่นและเสียงเป็นเครื่องหมายการค้าได้ ดังนั้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2552/2553 จึงได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัตดังกล่าว เพื่อให้ทันสมัยขึ้น และให้เป็นการเตรียมการที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิกพิธีสารมาดริด ซึ่งได้กำหนดไว้ตามแผนที่นำทาง (Road Map)  ของ AEC (ASEAN Economic Community) ที่ประเทศสมาชิกกำหนดไว้ คือภายในปี ค.ศ. 2015 หรือ พ.ศ. 2559 นี้

ผู้เขียนยังจำได้ว่าเมื่อเรื่องไปถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการซักถามกันมากว่า จะแยกความแตกต่างของกลิ่นได้อย่างไรให้มีความยุติธรรม เพราะต้องมีความ “บ่งจำเพาะ” ส่วนเรื่องเสียงนั้นไม่ค่อยเป็นปัญหาเพราะแยกได้ชัดเจนอยู่แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลงของไอศกรีม “Wall’s” หรือสิงโตคำราม หรืออนาคตหากจะมีเสียงจิ้งหรีด เป็นเครื่องหมายการค้าของเสื้อผ้าชนิดหนึ่ง หรือจักจั่น เป็นเครื่องหมายการค้าของขนมกรุบกรอบก็แยกความแตกต่างได้

ปัญหาจึงอยู่ที่กลิ่น ซึ่งหากปล่อยให้เป็นทักษะของมนุษย์เพียงลำพังก็อาจไม่ยุติธรรม ตอนนั้นก็เลยต้องใช้ส่วนประกอบทางเคมีมาช่วยอธิบาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปีประเทศไทยก็สามารถพัฒนาทางนาโนเทคโนโลยีจนเป็นสิ่งที่เรียกว่าเครื่องจมูกอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาได้ โดยเครื่องนี้ที่จริงแล้วตรวจได้ทั้งกลิ่นและรส แต่ในที่นี้คงจะพูดเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า นั่นคือ กลิ่น เครื่องตรวจกลิ่น หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์นี้มีตัวจับกลิ่น 5 ตัว ซึ่งตรวจจับกลิ่นได้เป็น 100 กลิ่น แต่ละกลิ่นก็จะมีแบบแผน (Pattern) หรือตัวเลขที่ต่างกันไป และเมื่อมีการนำไปทดลองก็พบว่ามีความถูกต้องแม่นยำ มีการนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์นี้มาใช้กันบ้างแล้ว เช่น บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ  นำจมูกอิเล็กทรอนิกส์นี้ไปเก็บข้อมูลเพื่อวัดระดับกลิ่นและสารระเหยจากปล่องและพื้นที่โดยรอบโรงงาน และมีโครงการพัฒนาเครื่องตรวจวัดสารระเหยและกลิ่นแบบพกพา เพื่อใช้ในพื้นที่อุตสาหกรรม เฟสต่างๆ ของโตโยต้า เป็นต้น

เครื่องนี้มีขนาดกะทัดรัด ราคาไม่แพงมาก และที่สำคัญเป็นการประดิษฐ์ของนักวิจัยไทยที่รัฐบาลควรให้การสนับสนุน ที่สำคัญจมูกอิเล็กทรอนิกส์นี้น่าจะเป็นประโยชน์กับนายทะเบียเครื่องหมายการค้าของกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยในอนาคตเมื่อมี พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฉบับปรับปรุงแก้ไขออกมาใช้ หากจะต้องมีการจดทะเบียนกลิ่น นอกจากส่วนประกอบทางเคมีแล้วก็ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากจมูกอิเล็กทรอนิกส์ที่จะเป็นเครื่องยืนยันความถูกต้อง และเป็นธรรมอีกประการด้วย

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐบาล จึงเป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลควรให้ความสำคัญ เพราะสามารถเป็นปัจจัยที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ปัจจัยหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท