posttoday
ไทยหลังรัฐประหาร ดึงมหาอำนาจปรับสมดุลใหม่

ไทยหลังรัฐประหาร ดึงมหาอำนาจปรับสมดุลใหม่

04 กุมภาพันธ์ 2558

การปรับความสัมพันธ์ของไทยและจีนยังได้นำไปสู่การปูทางก่อให้เกิดการปรับ “สมดุลใหม่”

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

นับแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในวันที่ 22 พ.ค. 2014 แน่นอนว่าไม่ใช่แต่เพียงบริบทการเมืองในไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ความสัมพันธ์ของไทยระหว่างนานาประเทศก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย รัสเซีย และโดยเฉพาะท่าทีต่อมหาอำนาจเอเชียอย่าง “จีน” ที่เห็นได้ว่าไทยกับพญามังกรนั้นมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันมากขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ

ความเคลื่อนไหวนี้ ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงทัศนะว่า การเกิดรัฐประหารเมื่อปีที่แล้วถือเป็นการเปิดโอกาส หรือเกิดเงื่อนไขใหม่ต่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับมหาอำนาจ โดยเฉพาะพี่ใหญ่แห่งเอเชียอย่าง “จีน” มากขึ้น

และแม้ว่าในขณะที่บางชาติประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับไทยลงหลังการรัฐประหาร เช่น ออสเตรเลีย หรือสหรัฐ แต่กระนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นนี้ กลับกลายเป็นสิ่งดึงดูดให้มหาอำนาจอื่นๆ ก็กำลังจ้องมองอย่างตาไม่กะพริบเช่นกัน

“เมื่อเกิดเงื่อนไขใหม่ขึ้น จีนเห็นโอกาสที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด และเสนอความช่วยเหลือไทย หากไทยต้องการ ก็นำมาคิดดู มีทางเลือกอยู่สองถึงสามทาง ทางแรก คือ ไม่ต้องตอบรับไมตรีของจีน อยู่เฉยๆ ไม่ต้องใช้โอกาสที่เปลี่ยนไปให้เป็นประโยชน์ ทางที่สอง คือ ขอร้องตะวันตก หรือไม่ก็ทำตามเงื่อนไข คือ เลิกรัฐประหาร แล้วกลับไปเหมือนเดิมก็คงวุ่นวายมาก และทางที่สาม คือ เข้าใจตะวันตก และชี้นำเขามากไม่ได้ และใช้โอกาสนี้เปิดความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน เราก็ลองคิดดูว่าจะได้หรือไม่ เราว่าก็น่าจะได้”ปณิธาน กล่าว

ความสัมพันธ์ที่ได้รับการปูทางไว้ระหว่างสองชาตินั้นมีอยู่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า ที่ ปณิธาน ระบุว่า ไทยได้ดึงจีนเข้ามาช่วยพัฒนา และเปิดตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งจีนก็ตกลงเข้ามาช่วยซื้อสินค้าเกษตรของไทยมากขึ้น โดยความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้จีนซื้อข้าวของไทยเพิ่ม ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ แต่จีนนับว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็น “ความสัมพันธ์พิเศษ”

ไม่เพียงเท่านั้น การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของไทยและเพื่อนบ้าน รวมไปถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในไทยที่เชื่อมกับจีนตอนใต้ ก็ยังเป็นตัวที่เปิดทางให้จีนเข้ามาลงทุนในไทยได้มากขึ้น เนื่องจากจะเปิดตลาดให้มีความเสรีมากยิ่งขึ้น และไทยเองก็จะพัฒนาศักยภาพของประเทศตามไปด้วย

นอกจากเศรษฐกิจ ไทยยังได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางทหารให้แนบแน่นมากขึ้นด้วย โดยได้ตกลงที่จะแลกเปลี่ยนการศึกษา แลกเปลี่ยนการฝึกร่วมทางทหาร ซึ่งปีที่แล้วเป็นปีแรกที่ไทยและจีนได้ตกลงว่า จะฝึกร่วมทั้งสามเหล่าทัพ โดยไทยได้ประชุมคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือไทย-จีน ด้านกลาโหมมา 10 ครั้ง และก็เริ่มยกระดับการพูดคุยให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า เป็นครั้งแรกที่สามารถยกระดับทางการทหารได้

ยิ่งไปกว่านั้น การใกล้ชิดกับจีนครั้งนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย เช่น กรณีพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ ที่ไทยจะสามารถผลักดันให้ปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยงานปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (ดีโอซี) ซึ่งแม้ยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน แต่แนวโน้มก็ดีขึ้นมาก

จากสัญญาณของความใกล้ชิดระหว่างไทยกับจีนที่มีความแน่นแฟ้นกันมากขึ้น ไม่เพียงแต่จะเป็นผลประโยชน์ต่อไทยและอาเซียน การเข้ามาของจีนก็ได้กลายเป็นปัจจัยที่ดึงดูดชาติมหาอำนาจอื่นๆ ให้เริ่มเข้าหาไทยมากขึ้นอีกด้วย

ปณิธาน ชี้ว่า ประเทศอื่นๆ ก็จะปรับสัมพันธ์กับไทยเพื่อถ่วงดุลกับจีน ซึ่งสุดท้ายแล้วทำให้ไทยสามารถใกล้ชิดชาติอื่นได้ในที่สุด ซึ่งการปรับยุทธศาสตร์ลักษณะนี้ไม่เคยทำได้มาก่อน

“ในความเป็นจริงก็คือว่า ไทยสามารถทำได้ และเกิดการปรับสมดุลแบบนั้นจริง โดยเฉพาะ ‘ญี่ปุ่น’ ทั้งในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และทางทหาร”

“หลังจากนั้นไม่นาน เราก็ได้รับสัญญาณที่ดีจากญี่ปุ่น ว่าญี่ปุ่นเองก็ต้องการปรับความสัมพันธ์ เราก็ส่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีกลาโหมไปเยือนญี่ปุ่น และได้พบกับรัฐมนตรีญี่ปุ่นหลายคน มีการพูดคุยว่าจะยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นมาคล้ายจีน แต่เป็นมิติที่เหมาะสมระหว่างไทยกับญี่ปุ่น เช่น เรื่องโทรคมนาคม ขนส่ง การลงทุนเรื่องของรถไฟที่ญี่ปุ่นเขามีศักยภาพ”ปณิธาน กล่าว

หรือจะพูดให้ชัดเจนมากขึ้น การปรับทางยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นไปอย่างเงียบๆ แต่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการปรับทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้ไทยใกล้ชิดกับจีนและญี่ปุ่น พร้อมกับเกิดสมดุลใหม่ขึ้นมา ซึ่งทั้งญี่ปุ่นและจีนก็พอใจ ซึ่งยากมากในบรรยากาศที่ไม่มีรัฐประหาร

ระหว่างที่ท่าทีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนและญี่ปุ่นเกิดการปรับสมดุลใหม่ขึ้นมา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ระบุว่า ได้ส่งผลให้ประเทศอื่นๆ ต้องปรับตัวตามไปด้วย โดยอย่างสหรัฐก็มีท่าทีที่อ่อนลง ทว่าล่าสุดการมาเยือนไทยของ แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กลับก่อให้เกิดคำถามมากมายขึ้น

ปณิธาน แสดงทัศนะว่า ท่าทีของรัสเซลที่มีต่อประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องไม่ปกติธรรมดาทางการทูตเสียเท่าไหร่ เพราะโดยส่วนใหญ่การเยือนนั้นต้องมีท่าทีที่เป็นไปในทิศทางบวก ทว่า ท่าทีดังกล่าวทางสหรัฐอาจจะลืมไปว่า จะทำให้เกิดการปะทุของความขัดแย้งขึ้นมา จึงทำให้คนบางกลุ่มมองว่าทางสหรัฐนั้นเลือกข้าง และแทรกแซงกิจการภายในของไทย

นอกจากนี้ การกล่าวถึงประเด็นเรื่องกฎอัยการศึกของรัสเซลนั้นเป็นการพูดในมิติเดียว และก็แปลกที่ทางรัสเซลเองก็ไม่มีข้อเสนอใดๆ ให้กับไทย ซึ่งจุดนี้ทางสหรัฐอาจจะไม่ได้มองในอีกด้านหนึ่งที่จะเห็นได้ในมิติสังคมและในมิติเศรษฐกิจ ที่มีผลสำรวจออกมามากมายของภาคเอกชนที่มีความเห็นว่า กฎอัยการศึกไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจ อีกทั้งภาคธุรกิจเองก็ต้องการให้รักษาสภาพแบบนี้เอาไว้อีกด้วย

กระนั้นก็ตาม จะเห็นได้ว่าการก้าวเข้ามามีบทบาท และมีน้ำหนักที่มากขึ้นของจีน ก็เริ่มเห็นสัญญาณได้ว่าประเทศยักษ์ใหญ่อื่นๆ ก็ค่อยๆ เริ่มขยับตัวเข้าหา และเริ่มที่จะส่งสัญญาณปรับเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อไทยเปลี่ยนไป จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาทางความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศยักษ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จึงต้องคอยจับตากันอย่างใกล้ชิด

ทว่า ปณิธาน ได้ย้ำทิ้งท้ายว่า การขยับเข้าใกล้ชาติมหาอำนาจนั้นต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง และไทยต้องคอยมีทางหนีทีไล่อยู่เสมอด้วยเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท