
๑๕ ปุจฉาวิสัชนาที่ควรศึกษา (๑๔)
....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉาที่ ๑๒ : แต่ความเป็นจริงความรู้สึกของคนทั่วไปที่เกิดขึ้น และเขาได้เห็นพฤติกรรมว่าที่นี้เป็นสภาของสัตบุรุษก็จริง แต่ความมั่นใจว่าจะเป็นสัตบุรุษจริงหรือไม่ ยังไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราควรจะมีวิธีกำกับหรือวิธีกลั่นกรองบุคคลต่างๆ เหล่านั้นให้เกิดความมั่นใจว่าเป็นสัตบุรุษอย่างไร
วิสัชนา : ด้วยคุณธรรมมันต้องมีคุณธรรมเกิดขึ้น ท่านเดินออกมาอย่างทรงเกียรติก็คือมั่นใจตนเองว่ามีคุณธรรม ไม่ใช่สูท ไม่ใช่เสื้อผ้า มันต้องอยู่ที่จิต อาตมากล่าวแล้วว่ามันอยู่ที่กระบวนการศึกษาทั้งชีวิต ระบบของมันตอนนี้มันหมุนเป็นวงกลมอยู่อย่างนี้ ไม่ว่าปัญหาใดๆ ก็แล้วแต่ จะเป็นสัตบุรุษ อสัตบุรุษ มันก็ขึ้นอยู่กับรากฐานของมวลมนุษย์ตรงนี้ ถ้ามวลมนุษย์เป็นสัตบุรุษมันก็มีตัวแทนสัตบุรุษ ถ้ามนุษย์เป็นอสัตบุรุษ มันก็มีตัวแทนเป็นอสัตบุรุษ อำนาจใดมาก อำนาจนั้นก็ต้องเกิดขึ้น แน่นอนอาจไม่ได้เป็นอสัตบุรุษไปทั้งหมด
แต่อย่าลืมว่าอสัตบุรุษต้องมากกว่ามันถึงมีตัวแทนอสัตบุรุษขึ้นมา ถ้าสัตบุรุษมากก็ต้องมีสัตบุรุษเกิดขึ้น ถ้าสัตบุรุษมาก นั่นคือสภาทันที สภาคือเป็นที่ทรงไว้ซึ่งการทำงานของสัตบุรุษ สัตบุรุษประชุมกันเมื่อไหร่ก็เป็นสภา แต่คนพาลประชุมกันเมื่อไหร่ก็กลายเป็นซ่อง ซ่องโจรทั้งหลาย ผรุสวาจา ด่าว่าด่าทอ ดื่มเหล้ากัน พกพาอาวุธ วางแผนจะไปฆ่าไปปล้นเขา วันนี้มันขึ้นกับขบวนการตรงนี้ต่างหากว่า มันเพี้ยนไปจากศีลธรรม หรือมันยังตรงกับศีลธรรมอยู่ ถ้ามันยังตรงศีลธรรมอยู่ เราพูดธรรมะกันรู้เรื่อง
คำถามที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้เข้าสู่ศีลธรรมมันไม่ยาก ถ้าเขาอยากมา อย่าลืมนะ พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า พระองค์ทรงเปิดประตูอมตะนครธรรมแล้ว ผู้มีศรัทธาพึงเข้ามาเถิด ผู้มีความซื่อตรงไม่อวดดื้อถือดี ไม่อวดตนถือตัว คืออ่อนน้อมถ่อมตนและมีศรัทธาพึงเข้ามา เข้ามาด้วยความนอบน้อม พระองค์มิได้ไปจูงมือใครเข้ามา อาตมากล่าวที่ศาลาวัดว่า อาตมาไม่ได้ไปจูงมือใครมาที่ศาลาวัดนี้ ทุกคนต้องมาด้วยความศรัทธา พระพุทธศาสนา สอนผู้มีศรัทธา แต่ในขณะเดียวกันพระพุทธศาสนา สอนให้เราเข้าหาสัตบุรุษ เราเข้าหาสัตบุรุษนะ ไม่ใช่สัตบุรุษมาหาเรา ไม่ใช่หน้าที่ของพระไปโปรดโยม โยมต้องเข้าหาพระ พระจึงกรุณาโดยการให้ธรรมะที่ถูกแก่ญาติโยม หรือจารึกไปเพื่อโปรดนั้น
ก็หมายความว่า เมื่อมีใครมีศรัทธาก็เข้ามาหาท่าน ท่านจึงให้ธรรมะหรือบุคคลนั้นมีอานิสงส์ ท่านก็เฉี่ยวเข้าไปใกล้ๆ เขาได้เห็นแสงหน่อยๆ เขาก็ตามหลังมา เพื่อจะไปฟังธรรมด้วย แต่ไม่ใช่ไปจูงมือใครออกมาบังคับว่าจงอย่างนั้นอย่างนี้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสากลที่เป็นธรรมาธิปไตย แบ่งโดยวิถีธรรม จำแนกแจกแจงโดยธรรม ไม่บังคับว่าหมู่บ้านนี้ทุกคนต้องเป็นศาสนาพุทธ ถ้าไม่เป็นศาสนาพุทธอยู่ไม่ได้ พุทธศาสนาไม่บังคับ มีหลายลัทธิศาสนาที่บังคับควบคุมกลุ่มชนของเขา แต่พุทธศาสนาไม่เคยบังคับ พุทธศานาจึงมีความเป็นเสรี มีภราดรภาพ เสมอภาค คนชมพูทวีป ศาสนาฮินดู เป็นอธิศูทร หรือจัณฑาล เรียกว่า อวรรณะ
นอกศาสนาถูกกดขี่ข่มเหงมามากกว่าสองพันปี เป็นอยู่เฉพาะคนเทหยากเยื่อไม่สามารถเข้าในชายคาบ้านพวกวรรณะต่างๆ ได้เลย เขารังเกียจยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ต่อมาคนเหล่านี้ด้วยความคับแค้นมากจึง Conversion เปลี่ยนศาสนามาสู่พุทธศาสนาด้วยความเห็นว่า พระพุทธศาสนานี่มีความเสมอภาค มีภราดรภาพ มีสิทธิเสรีภาพเต็มเปี่ยม และพระพุทธศาสนานั้นให้ความเป็นธรรมว่า ความดีนั้นมิใช่มาจากชาติตระกูล การเกิด แต่มาจากการกระทำต่างหาก ที่มาดังกล่าวนี้จึงทำให้เรารู้จัก ดร.อัมเบดก้าร์ นำชาวอธิศูทรหรือจัณฑาลมากกว่า ๕ แสนคน นำปฏิญาณตนเข้าเป็นพุทธมามกะ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ จนวันนี้เรามีชาวพุทธอยู่เป็น ๑๐ ล้านคน
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







