
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา(24)
ในเดือน ก.ย. 2552 ประธานาธิบดีโอบามาแถลงต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภาสนับสนุนการเจรจาเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมาย เขาอ้างถึงจดหมายจากอดีตวุฒิสมาชิกเอ็ดเวิร์ด เคนเนดี้ ซึ่งทำงานเรื่องปฏิรูปสุขภาพมายาวนาน ที่ว่า “สิ่งที่เราเผชิญเป็นประเด็นทางศีลธรรม ซึ่งมิใช่เพียงรายละเอียดของนโยบาย แต่เป็นเรื่องหลักพื้นฐานด้านความยุติธรรมในสังคม และอัตลักษณ์ของประเทศเรา”
ในเดือน ก.ย. 2552 ประธานาธิบดีโอบามาแถลงต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภาสนับสนุนการเจรจาเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมาย เขาอ้างถึงจดหมายจากอดีตวุฒิสมาชิกเอ็ดเวิร์ด เคนเนดี้ ซึ่งทำงานเรื่องปฏิรูปสุขภาพมายาวนาน ที่ว่า “สิ่งที่เราเผชิญเป็นประเด็นทางศีลธรรม ซึ่งมิใช่เพียงรายละเอียดของนโยบาย แต่เป็นเรื่องหลักพื้นฐานด้านความยุติธรรมในสังคม และอัตลักษณ์ของประเทศเรา”
ในที่สุดสภาผู้แทนผ่านร่างกฎหมาย “บริการสุขภาพที่จ่ายไหวสำหรับอเมริกา” ด้วยคะแนนเฉียดฉิว 220 ต่อ 215 เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2552 ส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป
ระบบรัฐสภาของสหรัฐมีความซับซ้อนมาก แทนที่จะพิจารณาร่างที่ผ่านจากสภาผู้แทน วุฒิสภากลับหยิบยกร่างอื่นมาพิจารณา โดยมีการต่อสู้ระหว่างสมาชิกของสองพรรคอย่างถึงพริกถึงขิง กฎหมายหวุดหวิดจะไม่ผ่านออกมา เพราะวุฒิสมาชิกคนสำคัญที่สนับสนุนการปฏิรูปสุขภาพมายาวนาน คือ เอ็ดเวิร์ด เคนเนดี้ เสียชีวิตลงระหว่างนั้น แต่ในที่สุดกฎหมายก็ผ่านวุฒิสภาออกมาเป็นอีกฉบับหนึ่ง คือ กฎหมายคุ้มครองผู้ป่วยและการดูแลที่จ่ายไหว
ในที่สุดสภาผู้แทนตกลงรับฉบับของวุฒิสภา โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีการออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งทุกฝ่ายเห็นชอบตามนั้น และได้ร่างกฎหมายสมานฉันท์บริการสุขภาพและการศึกษา กฎหมายของวุฒิสภาผ่านการเห็นชอบของสภาผู้แทนด้วยคะแนน 219 ต่อ 212 เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2553 ประธานาธิบดีลงนามเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ส่วนกฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติมผ่านวุฒิสภาเมื่อ 25 มี.ค. ประธานาธิบดีโอบามาลงนามเมื่อ 30 มี.ค.
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ 1) ห้ามบริษัทประกันปฏิเสธผู้เอาประกันที่มีโรคประจำตัว โดยต้องกำหนดอัตราเบี้ยประกันมาตรฐานเดียวในแต่ละกลุ่มอายุและท้องที่ ไม่แบ่งแยกเพศ ยอมให้กำหนดอัตราแตกต่างเฉพาะสำหรับผู้สูบบุหรี่ 2) กำหนดมาตรฐานสิทธิประโยชน์ขั้นต่ำที่ต้องครอบคลุม 3) บังคับให้ทุกคนต้องมีประกัน โดยรัฐจ่ายเงินสนับสนุนลดหลั่นกันตามระดับรายได้สำหรับคนยากจน เป็นต้น
นับถึงเดือน ต.ค. 2557 ประชากรที่ไร้หลักประกันสุขภาพลดลงอย่างชัดเจน ผู้ที่ได้สิทธิช่วยเหลือจากรัฐเสียค่าเบี้ยประกันลดลงร้อยละ 76 ภาคผู้ให้บริการได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้เพราะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น
เจตนารมณ์สำคัญของกฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่จะช่วยลดภาวะล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นเหตุสำคัญของการล้มละลายของประชาชนในอเมริกา นอกจากนี้ยังเชื่อว่าจะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศให้ลดลงฝ่ายผู้ให้บริการก็จะลดภาระที่ต้อง “ให้การสงเคราะห์” ลงจากการมีผู้ร่วมกระจายความเสี่ยงมากขึ้น
อานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ทำให้การประกันสุขภาพแยกสำหรับเด็กลดลง เพราะจะเข้าสู่ระบบประกันร่วมกันในครอบครัวเพิ่มขึ้น สำนักทะเบียนราษฎรพบว่าการประกันแยกสำหรับเด็กและเยาวชน อายุ 19-25 ปี ลดลง 1.6% หรือราว 393,000 คน นับถึงปี 2554
ข้อมูลตัวเลขต่างๆ ดูจะสนับสนุนและสร้างคะแนนนิยมให้แก่ฝ่ายโอบามา และน่าจะมีผลให้โอบามาได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาอีกสมัยหนึ่ง เมื่อปลายปี 2555 แม้ขณะนั้นโอบามาจะมีคะแนนนิยมลดลงจากทั้งปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศและปัญหาด้านการต่างประเทศ โอบามาไม่เพียงชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีเท่านั้น แต่ได้คะแนนเสียงในวุฒิสภาเพิ่มขึ้นด้วย
ฝ่ายรีพับลิกันซึ่งขัดขวางกฎหมายนี้มาตั้งแต่ต้น และทันทีที่กฎหมายนี้ผ่านทั้งสองสภาออกมามีผลบังคับใช้ ฝ่ายรีพับลิกันก็เสนอร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกกฎหมายนี้ทันที แต่กระบวนการยกเลิกกฎหมายต้องใช้เวลายาวนาน และมีขั้นตอนมากมาย ฝ่ายรีพับลิกันพยายาม“เตะตัดขา” ผ่านกระบวนการกฎหมายงบประมาณประจำปี สภาผู้แทนซึ่งฝ่ายรีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ได้เสนอข้อต่อรองให้ยืดการบังคับใช้กฎหมายออกไปอีก 1 ปี โดยเฉพาะในส่วนของการบังคับประกันแต่ละคน กระบวนการหน่วงเหนี่ยวบังเกิดผลทำให้วุฒิสภาซึ่งเวลานั้นฝ่ายเดโมแครตครองเสียงข้างมากไม่สามารถผ่านกฎหมายได้ภายในกำหนด คือ ภายในเที่ยงคืนวันที่ 1 ต.ค. มีผลให้ต้อง“ปิดที่ทำการรัฐบาล” เมื่อต้นปี 2556
สำนักงบประมาณของรัฐสภาวิเคราะห์และเสนอเมื่อเดือน พ.ค. 2554 สรุปว่า หากยกเลิกกฎหมายนี้ จะทำให้ขาดดุลงบประมาณในช่วงปี 2554-2564 ราว 210,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่ทั้งสองพรรคชิงไหวชิงพริบต่อสู้กันในรัฐสภา ศาลสูงสุดยังคง “มั่นคง” ในหลักการและแนวทางของตน โดยเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2555 ศาลได้พิพากษาคดีระหว่างสหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติกับเซเบเลียส เซเบเลียส คือ แคธลีน เซเบเลียส รัฐมนตรีสาธารณสุข สรุปว่า ข้อบัญญัติเรื่องการบังคับให้ทุกคนต้องมีประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นสาระสำคัญในกฎหมายปฏิรูปสุขภาพของรัฐบาล ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4
น่าสังเกตว่า ประธานตุลาการศาลสูงสุดคือ จอห์น โรเบิร์ตส์ เป็นหนึ่งในฝ่ายที่ตัดสินสนับสนุนรัฐบาล ทั้งๆที่ท่านผู้นี้ได้รับเสนอแต่งตั้งเป็นประธานตุลาการศาลสูงสุดเมื่อ พ.ศ. 2548 โดยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งเป็นฝ่ายรีพับลิกัน และครั้งนั้นมีบุคคลผู้หนึ่งที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบกับการแต่งตั้งคือ วุฒิสมาชิกจากมลรัฐอิลลินอยส์ ชื่อว่า บารัก โอบามา







