
สัญญาณรุนแรง ปะทุจุดเสี่ยง คสช.
นับเป็นเหตุป่วนที่ท้าทายทั้ง “กฎอัยการศึก” และท้าทาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล
โดย....ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
นับเป็นเหตุป่วนที่ท้าทายทั้ง “กฎอัยการศึก” และท้าทาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล
แม้อานุภาพของระเบิดแสวงเครื่อง 2 ลูก บริเวณทางเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส บีทีเอส และห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อค่ำวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา จะเป็นการกระทำที่หวังผลเพียงแค่ “ปั่นป่วน” ไม่ได้มุ่งหวังทำร้ายถึงขั้นเอาชีวิต
แต่การกระทำอันอุกอาจแรก หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่หากไม่สามารถ “สกัด” ย่อมส่งผลกระทบต่อไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาล และ คสช.ในอนาคต
ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด ปัจจัยเร่งด่วนที่ต้องรีบลงมือคือการต้องรีบทำความกระจ่างว่า “มือมืด” ที่ก่อเหตุรอบนี้เป็นฝีมือใคร มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร
แต่จากสัญญาณล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ยังตอบได้แค่ “ไม่ชัดเจน ต้องรอดูก่อน” พร้อมระบุว่า “ต้องหาคนวางระเบิดให้ได้ ซึ่งก็น่าจะหาได้ และต้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบต่อไป” ซึ่งยังไม่เพียงพอกับสถานการณ์เช่นนี้ โดยเฉพาะสำหรับท่าทีของผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ
แน่นอนว่าเรื่องนี้คงต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนหาสาเหตุนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษต่อไป
แต่หากปล่อยให้ยืดเยื้อยาวนานออกไปเท่าไหร่ ย่อมจะมีแต่สร้างปัญหาย้อนกลับมายัง คสช.มากเท่านั้น เพราะความอึมครึมที่เกิดขึ้นล้วนแต่จะนำไปสู่การปลุกปั่นโดยฝ่ายที่ต้องการจ้องจะหาประโยชน์ ดังนั้นจำเป็นต้องทำให้ทุกอย่างเกิดความกระจ่างโดยเร็วที่สุด
ยิ่งในสถานการณ์ที่เหตุระเบิดครั้งนี้ ถูกวิเคราะห์ออกไปหลายแนวทาง เริ่มตั้งแต่ แนวทางแรก เป็นฝีมือของรัฐบาล และ คสช.เอง โดยหวังว่านี่จะเป็นเหตุผลเพิ่มน้ำหนักให้คง “กฎอัยการศึก” ต่อไป
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เหตุการณ์ปั่นป่วนรุนแรงแทบจะไม่มีให้เห็น แต่เมื่อถูกรุกไล่อย่างหนักให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ไม่ว่าจะจากฝั่งภาคธุรกิจ เอกชน หรือล่าสุดจากฝั่งสหรัฐที่เข้ามาผสมโรง
เหตุระเบิดครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นใบเสร็จสร้างความชอบธรรม สนับสนุนเหตุผลของฝ่ายรัฐที่อ้างความไม่สงบ จนไม่อาจนิ่งนอนใจยกเลิกกฎอัยการศึก
แนวทางที่สอง วิเคราะห์กันว่าเป็นฝีมือจากฝั่งตรงข้าม คสช. ที่หวังผลจากความปั่นป่วน เป็นแรงเสียดทานให้ คสช.ทำงานได้ยากลำบากขึ้น ยิ่งหากไม่สามารถหาตัวคนผิดมาดำเนินคดีได้ ย่อมทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงไป
อย่าลืมว่าแรงบีบจากกฎอัยการศึกและท่าทีขึงขังปิดกั้นการแสดงออกจากฝ่ายตรงข้ามในช่วงที่ผ่านมา ถูกมองว่าจะฉุดให้ทุกอย่างที่ถูกปิดกั้นลงไปเคลื่อนไหวใต้ดิน
การเปิดเกมไล่บี้รัฐบาล คสช.ในช่วงเวลานี้ที่บรรยากาศเริ่มมีปัญหาจากสภาพเศรษฐกิจ ความขัดแย้งในกระบวนการปฏิรูป ร่างรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงแรงบีบจากต่างชาติที่ถาโถมหนักขึ้นเรื่อยๆ
สอดรับกับความพยายามปลุกกระแสถูกกลั่นแกล้งไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการถอดถอน อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เห็นการขยับในช่วงที่ผ่านมา
แนวทางที่สาม ประเมินว่าอาจเป็นการเคลื่อนไหวของ “มือที่สาม” หวังสร้างสถานการณ์ เติมเชื้อความขัดแย้งระหว่างฝั่ง คสช. และขั้วอำนาจเก่า เพื่อจะได้ฉวยโอกาสในภาวะแตกแยกนี้ไปดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป
ยังไม่รวมถึงประเด็นเรื่องคลื่นใต้น้ำในกองทัพจากกลุ่มที่พลาดตำแหน่ง หรือไม่พอใจการเคลื่อนไหวของ คสช. ตามที่เคยปรากฏกระแสข่าว “ปฏิวัติซ้อน”
แต่ไม่ว่าที่มาที่ไปของเหตุระเบิดครั้งนี้จะเป็นอย่างไร รัฐบาล คสช.จำเป็นจะต้องเร่งสร้างความจริงให้ปรากฏ และหาทางสกัดเหตุการณ์รุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้ปัจจัยนี้ย้อนกลับมาสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล
เมื่อสังคมมองว่าเวลานี้รัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ กลไกทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ คสช. หากยังไม่สามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ ย่อมทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่น
ยังไม่รวมไปถึงสถานการณ์ที่ฉุดให้กลุ่มฝั่งตรงข้ามฉวยโอกาสนี้ผสมโรงซ้ำเติมสถานการณ์ และพัฒนาความรุนแรง หรือขยายความรุนแรงไปในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมจะกระทบต่อไปถึงภารกิจเป้าหมาย ทั้งเรื่องการปฏิรููป และร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเดินหน้าในเวลานี้ จนการรัฐประหารที่เกิดขึ้นต้องเสียของอย่างที่หลายฝ่ายเป็นห่วงในที่สุด







