posttoday
ธปท.เมินเอกชนไม่ตรึงดอกเบี้ย

ธปท.เมินเอกชนไม่ตรึงดอกเบี้ย

16 มิถุนายน 2553

โพสต์ทูเดย์ — ธปท.ปัดข้อเสนอเอกชนไม่รับปากตรึงดอกเบี้ยที่ 1.25% เพราะห่วงเงินเฟ้อที่เริ่มเร่งตัวขึ้น แต่ดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวน

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ตัวแทนจากหอการค้าไทย และภาคธุรกิจเอกชนได้เข้าพบนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. ร่วม 2 ชั่วโมง หลังการหารือนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ธปท.เป็นห่วงเรื่องเงินเฟ้อที่อาจจะเร่งตัวสูงขึ้นในครึ่งปีหลังจากราคาน้ำมัน ทำให้ไม่สามารถที่จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ตามที่เอกชนขอได้ เปิดเผยหลังการนำตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนหลายสาขาเข้าหารือกับนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และผู้บริหารระดับสูงของธปท.ร่วม 2 ชั่วโมง ว่า แต่จะใช้วิธีการค่อยๆ ขึ้นดอกเบี้ย แม้ว่าขณะนี้เงินเฟ้อจะต่ำกว่าหลายประเทศ แต่ก็เริ่มมีทิศทางเร่งตัวขึ้นแล้ว ธปท.จึงเห็นควรที่จะทำนโยบายดูแลเงินเฟ้อไว้ก่อน

“ดอกเบี้ยแนวทางของธปท.ชัดว่าจะปรับขึ้น แต่จะค่อยๆขึ้น เนื่องจากธปท.มองว่าเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อยกว่าที่คาดไว้ ทำให้เศรษฐกิจค่อยปรับดีขึ้นแล้ว ส่วนเรื่องค่าเงินบาทที่ประชุมขอให้ธปท.ปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้เท่ากันหรือใกล้เคียงกับคู่ค้าคู่แข่งมากขึ้น เพราะดูเหมือนค่าเงินบาทเราจะแข็งกว่าคนอื่นเล็กน้อย ให้เราแข่งขันได้” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การหารือมีการพูดคุยหลายเรื่องทั้ง ปัญหาในยุโรปที่อาจส่งผลกระทบถึงไทย แต่คงไม่มาก เพราะไทยส่งออกไปยุโรปสัดส่วนไม่มากประมาณ 12% ซึ่งสัดส่วนส่งออกไปยุโรปยังไม่ตก แต่ก็ยังจำเป็นต้องจับตาดูปัญหานี้ต่อไปเนื่องจากอาจกระทบภาคส่งออกในระยะต่อไปได้ แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลไม่ใช่เรื่อสัดส่วนส่งออกลดลง แต่ห่วงรายได้ที่จะได้รับในรูปเงินบาทลดลง

ในเรื่องภาวะเงินเฟ้อขณะนี้ก็เริ่มปรับสูงขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปัจจุบันที่ 3.5% ยังเป็นตัวเลขที่ ธปท.รับได้ ถ้าเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออาร์พี ปัจจุบันที่ 1.25% แต่ดอกเบี้ยระดับนี้ยังเป็นอัตราที่ ธปท.ยังพิจารณาอยู่ว่าจะปรับขึ้นได้หรือไม่ เช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทก็ยังถือว่าไม่เป็นปัญหามาก ยังอยู่ในระดับใกล้ภูมิภาค

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังรับฟังข้อมูลภาวะเศรษฐกิจจาก ธปท. ก็ทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้นระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าความเชื่อมั่นกลับมาหลังการเมืองสงบการลงทุนใหม่ก็น่าจะมา เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดี ได้ประโยชน์จากการส่งออก ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัว เกิดการจ้างงาน ส่งออกสินค้าเกษตรได้ดีขึ้น ซึ่งภาวะนี้มีส่วนทำให้นักลงทุนต่างประเทศไม่ย้ายฐานการผลิตหนีจากไทย

สำหรับประเด็นค่าเงินบาท ขณะนี้ต้องยอมรับว่าไม่เป็นปัญหามากนัก เนื่องจากค่าเงินบาทยังเฉลี่ยใกล้เคียงกับสกุลเงินในภูมิภาค ถึงบาทจะแข็งค่ากว่าบ้างก็ไม่มาก เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ แต่ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมส่งออกห่วง คือ เรื่องรายได้ในรูปเงินบาทมันเริ่มลดลง เพราะถ้าเทียบต้นปีนี้ที่ค่าเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 3435 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันบาทแข็งขึ้นมาอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ที่ประชุมส่วนใหญ่ขอว่าถ้าเป็นไปได้ขอให้กลับไปอยู่ระดับเดียวกับต้นปี

“เรื่องค่าเงินเรากังวลระดับหนึ่ง จึงได้นำข้อกังวลมาคุยกับผู้ว่าการธปท.เพราะถึงค่าเงินจะมีผลต่อรายได้ไม่มาก แต่พอค่าเงินเปลี่ยนรายได้เงินบาทที่เคยได้ต้นปี 4 บาทกว่า เหลือแค่ 2 บาทกว่า มันก็ดูเยอะสำหรับผู้ประกอบการ แต่ธปท.ก็พยามบอกว่าค่าเงินมีผลกับการสูญเสียรายได้ไม่มาก แต่เขาก็รับปากจะดูแลไม่ให้ผันผวน แต่คงเข้าไปอุดหนุนไม่ได้”นายสันติกล่าว

นายสันติ เปิดเผยว่า แม้ว่าการส่งออกยังขยายตัวได้ดี แต่ผู้ประกอบการเริ่มเป็นห่วงว่าในช่วงปลายไตรมาส 3และ ไตรมาส4 ปีนี้ ถ้าบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องการส่งออกอาจมีปัญหาได้ เพราะขณะนี้เริ่มมีสัญญาณไม่ดีแล้ว เพราะลูกค้าในต่างประเทศที่เคยสั่งสินค้าไปยาวไปนาน 6 เดือน เริ่มเปลี่ยนมาสั่งสั้นลงเหลือ 23 เดือน ทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยง ว่าลูกค้าอาจจะเปลี่ยนใจไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศอื่นๆแทนได้ เช่น สินค้าประเภทเสื้อผ้า อาหาร สินค้าเกษตร อย่าง ข้าว ฯลฯ ภาวะนี้อาจทำให้ผู้ผลิตเพื่อส่งออกมีปัญหาในอนาคต

“ส่วนเรื่องดอกเบี้ยธปท.บอกว่าถ้าจะปรับขึ้นจะพิจารณาจากเงินเฟ้อ ภาวการณ์จับจ่ายใช้สอยที่ปรับดีขึ้น แต่ผมคิดว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจจะยังลำบาก เพราะธปท.บอกเองว่าสภาพคล่องยังล้นระบบอยู่มาก ประมาณ 1.4 1.8 ล้านล้านบาท แต่ถ้าธปท.ค่อยๆปรับขึ้นเราก็รับได้ แต่ปัญหาคือ ธปท.ต้องการขึ้นดอกเบี้ยไว้ก่อน เพราะมองว่าการทำนโยบายต้องทำไว้ก่อน เพราะเขาคิดว่าปล่อยดอกเบี้ยต่ำไว้นานอาจเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากตอนนี้ดอกเบี้ยเงินฝากยังติดลบอยู่ ธปท.กลัวว่าถ้าปล่อยดอกเบี้ยต่ำนานๆอาจจะมีคนนำเงินไปเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น ซื้อขายเงินได้ แม้ว่าตอนนี้ยังไม่เกิด” นายสันติกล่าว

นายสมมาต ขุนเศรษฐ เลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากการหารือธปท.และภาคธุรกิจอาจจะมองปัญหาแตกต่างกันบ้าง โดยภาคเอกชนมองว่าปัจจุบันผู้ประกอบการยังขาดแคลนแรงงาน เรื่องดอกเบี้ยก็น่าจะคงไว้ที่ 1.25% จนถึงปลายปี เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวก่อนค่อยปรับขึ้น แต่ธปท.ก็ยืนยันว่าถ้าประคองดอกเบี้ยไว้ต่ำระดับนี้นานอาจเป็นปัญหากับเศรษฐกิจระยะยาวได้ หรือเรื่องค่าเงินบาทไทยยังแข็งกว่าสกุลอื่น เช่น จีน เวียดนาม อยู่ น่าจะดูแลให้ระดับหนึ่ง

“ผู้ประกอบการขอให้ตรึงดอกเบี้ยไม่ใช่เพราะห่วงต้นทุนตัวเองอย่างเดียว แต่การปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นภาระแก่ทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ประชาชน โดยเฉพาะคนกู้หนี้ภาระผ่อนชำระก็มากขึ้นได้ แต่ดูแล้วเงินเฟ้อถึงจะสูงก็ยังไม่น่าห่วง ดังนั้นถ้าถามว่าดอกเบี้ยขึ้นกับเงินเฟ้อหรือราคาสินค้าขึ้นเราห่วงอันไหน เราว่าดอกเบี้ยน่าห่วงมากกว่า” นายสมมาตกล่าว

ทั้งนี้ ธปท.ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงผลการหารือกับภาคเอกชนสรุปว่า ขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวดี และมีแนวโน้มต่อเนื่องตามเศรษฐกิจโลก แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากากรเมืองและปัญหานี้สาธารณะในยุโรป ทำให้ความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ยต่ำพิเศษเริ่มมีน้อยลง แต่ธปท.ก็จะดูแลไม่ให้ดอกเบี้ยเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ด้านค่าเงินบาทและปัญหาในยุโรปก็จะติดตามใกล้ชิดไม่ให้กระทบภาคธุรกิจ แต่ก็ขอให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง เช่น การซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เป็นต้น ด้านฐานะระบบสถาบันการเงินปัจจุบันก็มั่นคงไม่เป็นปัญหามีความพร้อมที่จะสนับสนุนภาคธุรกิจ เช่นเดียวกับกฎเกณฑ์ของธปท.ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการปล่อยกู้ และล่าสุดธปท.มีการจัดระบบเคลียร์ริงเช็คด้วยภาพเช็คช่วยอำนวยความสะดวกให้เอกชนมากขึ้นด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท