
TDRIชี้ศก.ปีนี้ยังไม่ฟื้นเหตุหนี้สูง-นโยบายไม่กระตุ้นใช้จ่าย
ทีดีอาร์ไอชี้เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังไม่สดใส เหตุหนี้ครัวเรือนยังสูง-ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ขณะที่ รัฐบาลไม่มีนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ
ทีดีอาร์ไอชี้เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังไม่สดใส เหตุหนี้ครัวเรือนยังสูง-ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ขณะที่ รัฐบาลไม่มีนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ
เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวระหว่างการแถลงรายงานภาวะภาวะเศรษฐกิจโลกร่วมกับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังไม่ได้มีแนวโน้มสดใสมากนัก การฟื้นตัวยังไม่ชัดเจน เนื่องจากไทยยังมีหลายปัจจัยกดดัน
ทั้งนี้ในระยะสั้นมีเสี่ยงจากความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายจากการทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ขอยุโรปและญี่ปุ่น ส่วนระยะกลางยังมีความเสี่ยงจากการเมืองในประเทศ และในระยะยาวมีความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก ดังนั้น เศรษฐกิจในปีนี้ยังคาดหวังได้ยาก ประกอบกับการส่งออกของไทยที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนหลักก็ขยายตัวได้ลดลง เพราะมีปัญหาด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากผลิตสินค้าที่ล้าสมัยไม่เป็นที่นิยมของตลาด ซึ่งถ้าจะแก้ไขปัญหาส่วนนี้จะต้องมีการลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ในปัจจุบันยังไม่เห็นแนวการลงทุนดังกล่าว
“แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงมามาก แต่ไทยได้อานิสงค์ที่จะมีผลต่อการบริโภคในประเทศน้อย เพราะไทยยังมีหนี้ครัวเรือนสูง โดยเฉพาะหนี้จากโครงการรถยนต์คันแรกที่คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีจึงจะดีขึ้น บวกกับหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลก็ยังสูง ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงหวังให้การบริโภคภาคเอกชนเป็นตัวหลักได้ยาก ส่วนจะหวังการบริโภคภาครัฐมาช่วยกระตุ้นนั้น ดูแล้วรัฐบาลนี้หวังยาก เพราะรัฐบาลนี้ขี้เหนียวไม่เน้นใช้จ่ายเพิ่ม แต่ก็พอหวังได้จากการลงภาครัฐที่มีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ได้บ้าง แต่เมื่อมีการระวังการคอรัปชั่นมากขึ้น การดำเนินการต้องสะอาด ก็อาจจะเป็นปัจจัยทำให้เดินได้ช้าลง และน่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้ามากกว่าปีนี้”นายสมชัยกล่าว
ด้านนายไอฮาน โคเซ ผู้อำนวยการฝ่ายแนวโน้มการพัฒนาของธนาคารโลก กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้ไม่ได้สดใสมากนัก โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะโตที่ 3% สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่คาดไว้ 2.3% และปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.3% ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินแตกต่างกันมาก และยังไม่แน่นอนนักว่าเศรษฐกิจที่ดีของสหรัฐจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจโลกได้ ในเมื่อเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นยังมีปัญหา บวกกับจีนก็เติบโตชะลอลง
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงให้ประโยชน์กับแต่ละประเทศแตกต่างกัน ซึ่งประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจะได้ประโยชน์ช่วยส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ลดแรกดดันด้านเงินเฟ้อและสถานะการคลัง ส่วนความผันผวนของการการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกันประเทศที่มีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายคลังจะรับมือกับความผันผวนได้ดี เช่น มีทุนสำรองสูง มีหนี้ต่างประเทศต่ำ มีช่องในการลดอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น







