
แบงก์-นักวิชาการ แนะรัฐบาลรอบคอบซื้อไทยคมคืน
แหล่งข่าวจากธนาคารธนาคารเจ้าหนี้ของบริษัท ชินคอร์ป เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการหารือกันถึงประเด็นที่รัฐบาลต้องการซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากเทมาเซก ซึ่งต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง รวมทั้งจุดประสงค์และรูปแบบในการซื้อคืน เพราะธนาคารกังวลว่าอาจเกิดปัญหาในอนาคต
ทั้งนี้ หากรัฐบาลซื้อคืนเฉพาะดาวเทียมซึ่งเป็นสินทรัพย์แต่ไม่ซื้อบริษัท อาจเกิดปัญหาได้ เนื่องจากสิทธิการใช้ดาวเทียมเป็นสิทธิสัมปทาน และสัมปทานก็ขึ้นอยู่กับบริษัท ดังนั้นหากซื้อเฉพาะดาวเทียม สิทธิสัมปทานในการ บริหารก็ยังขึ้นอยู่กับบริษัทอยู่ดี หากซื้อคืนเฉพาะบางส่วนก็จะเกิดปัญหา
“
ดาวเทียมเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่อยู่ในบริษัท แต่บริษัทมีสิทธิในการบริหาร”สำหรับการชำระหนี้คืนธนาคารนั้น ยืนยันว่าบริษัทไทยคม เป็นลูกค้าที่ดี มีการชำระหนี้คืนตามปกติ จึงไม่น่าเป็นห่วง หากจะมีการเปลี่ยนมือ ในสัญญาเงินกู้ที่ทำไว้กับธนาคาร ชื่อผู้กู้คือบริษัท ไทยคม ไม่ใช่ตัวดาวเทียม ฉะนั้น เมื่อตัวบริษัทยังอยู่ การชำระหนี้คืนก็ยังเหมือนเดิม และสมมติรัฐบาลซื้อบริษัทด้วย ก็ยิ่งไม่น่าห่วง เพราะเท่ากับรัฐบาลเป็นลูกหนี้ มีความสามารถในการชำระหนี้คืนอยู่แล้ว
ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์อีกแห่ง เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับแนวความคิดซื้อคืนดาวเทียมไทยคม เพราะถือเป็นสินทรัพย์ของประเทศไทยตั้งแต่ต้น ในเมื่อสัญญาสัมปทานเริ่มต้นมาจากไทย ก็ไม่น่ามีปัญหาในการซื้อคืน
ทั้งนี้ธนาคารพาณิชย์ในไทยหลายแห่ง ถือเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท เนื่องจากมีการกู้ยืมเงินเพื่อสร้างดาวเทียม เช่น ดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) เดิมเจ้าหนี้แรกเริ่มเป็นธนาคารต่างประเทศ ก่อนมีการรีไฟแนนซ์หนี้มาอยู่กับสถาบันการเงินไทย
ขณะที่ อานุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระสื่อสารและสารสนเทศ กล่าวว่า ต้องดูว่าการซื้อไทยคมคืนด้วยเหตุผลอะไร ถ้าเป็นเรื่องความมั่นคงจะแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการไม่ซื้อคืน แต่ให้ออกกฎหมายหรือหลักเกณฑ์มาควบคุมการแพร่ภาพกระจายเสียงข้ามพรมแดนเหมือนต่างประเทศ ที่มีการควบคุมการส่งข้อมูลขาลง โดยผู้ที่จะส่งต้องได้รับอนุญาตก่อน ในขณะที่คนภายในประเทศจะสามารถส่งข้อมูลขาขึ้นเป็นจำนวนเท่าใดก็ได้แทน
ทั้งนี้ หากเป็นเหตุผลที่เกี่ยวกับเรื่องของวงโคจรของประเทศ อยากแนะรัฐบาลว่าควรทำข้อมูลให้กระจ่างก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น การถือหุ้นของต่างชาติในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท ไทยคม ให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการของคนต่างด้าว รวมถึงที่ผ่านมาไทยคมได้ดำเนินการผิดสัญญาหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านก็ถือว่าชัดเจนส่วนหนึ่งเพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ตัดสินว่าผิดสัญญา เพราะไม่ยิงดาวเทียมสำรองแต่กลับยิงไอพีสตาร์แทน
ขณะเดียวกันกฎหมายยังได้กำหนดว่าสัญญาณใดที่มาการส่งจากต่างประเทศ ต้องให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ตรวจสอบก่อน ซึ่งที่ผ่านมาไทยคมได้มีการปฏิบัติหรือไม่
ทั้งนี้ หากมีการตรวจสอบแล้วและไทยคมปฏิบัติตามทุกอย่างถูกต้อง รัฐบาลจะซื้อก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าผิดสัญญาสัมปทานก็ต้องการให้ดูตัวอย่างกรณีไอทีวี ที่ภาครัฐฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินในส่วนที่เสียหาย และถ้าไม่ได้ก็ยึดคืน แต่มาในขณะนี้กลายเป็นว่ารัฐบาลยังไม่ดำเนินการอะไรก็จะซื้อดาวเทียมไทยคมคืนแล้ว หากมองว่าการได้คืนมาซึ่งหมายถึงการได้วงโคจรนั้นยังไม่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงได้จริง เพราะดาวเทียมมีรอบโลก
ขณะที่ซื้อมาแล้วมีการตรวจสอบว่าไทยคมดำเนินการผิดสัญญา ก็เท่ากับว่าเราเสียค่าโง่เหมือนซื้อของผิดกฎหมาย
“
เอาเงินประชาชนไปซื้อต้องถามก่อนว่าสมควรหรือไม่ เพราะมีหลายหนทางที่ควรทำ เช่น การทำข้อมูลให้กระจ่าง ถ้าพิสูจน์ว่ากุหลาบแก้วเป็นนอมินีของต่างชาติก็จบ เราไม่ต้องบากหน้าไปเทมาเซก ไทยคมเป็นของไทยแต่เราไปเจรจากับสิงคโปร์ และถ้าเราซื้อไทยคมมาแล้ว มีการส่งสัญญาณข้อมูลจากกลุ่มเสื้อแดงจากดาวเทียมดวงอื่นเราก็ไม่ต้องไปซื้อดาวเทียมดวงอื่นด้วยหรือ”จุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวว่า การซื้อดาวเทียมไทยคมนั้นเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะดำเนินการ เพราะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ขณะที่ไอซีทีมีหน้าที่กำกับดูแลในฐานะผู้ให้สัญญาสัมปทาน ซึ่งต้องแยกให้ออก
ทั้งนี้ หากมีการซื้อขายดาวเทียมไทยคมนั้นก็จะมีหลายวิธี คือ ตีราคาตามมูลค่าหุ้น การสมมุติฐานราคาโดยทั้งสองฝ่ายยอมรับในเงื่อนไขเป็นต้น ส่วนการซื้อก็มีหลายรูปแบบ คือการซื้อกิจการทั้งบริษัท และซื้อแค่บางส่วนกระทรวงการคลังก็คงต้องไปพิจารณาอีกครั้งแต่อย่างไรก็ตามในฐานะเป็นคนไทยต้องการให้ดาวเทียมกลับคืนมา







