
แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ปัญหาราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่องมากว่า 2 ปี แต่ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า โดยให้เงินสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร ไม่ได้แก้ไขสาเหตุที่แท้จริง กระแสเรียกร้องจากกลุ่มเกษตรกรสวนยางพาราทั่วทุกภาค จึงเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่หนักหน่วงของรัฐบาล
ปัญหาราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่องมากว่า 2 ปี แต่ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า โดยให้เงินสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร ไม่ได้แก้ไขสาเหตุที่แท้จริง กระแสเรียกร้องจากกลุ่มเกษตรกรสวนยางพาราทั่วทุกภาค จึงเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่หนักหน่วงของรัฐบาล
ล่าสุด นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณ 6,000 ล้านบาท ให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) รับซื้อน้ำยางดิบจากเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นขายให้กับองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) แปรรูปเป็นยางแท่ง ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคาน้ำยางดิบจากระดับราคากิโลกรัมละประมาณ 40 บาท ในปัจจุบัน เพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 50 บาท
หากพิจารณาเนื้อหาสาระของนโยบายดังกล่าวแล้ว แทบไม่มีอะไรแตกต่างไปจากการสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตที่แจกให้แก่กลุ่มเกษตรกรไปก่อนหน้านี้ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการใช้เงินช่วยเหลือเท่านั้น
นโยบายรับซื้อน้ำยางดิบดังกล่าวจะเป็นการรับซื้อในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายก่อนหมดฤดูกาล คาดว่าจะมีน้ำยางในช่วงดังกล่าวเพียง 6 หมื่นตัน ซึ่งไม่มีการพูดถึงการแก้ปัญหาราคายางพาราในระยะยาวหรือในฤดูกาลต่อไป โดยเฉพาะความชัดเจนของนโยบายโซนนิ่งพื้นที่การเกษตร การกำหนดปริมาณเพาะปลูก
การแทรกแซงราคายางพาราของรัฐบาลอาจทำให้ราคายางพาราสูงขึ้น ซึ่งช่วยให้กระแสกดดันจากกลุ่มเกษตรกรลดลง ความวิตกว่าอาจมีการรวมตัวเป็นม็อบสวนยาง สวนปาล์มน้ำมัน ผ่อนคลายลงไปได้ชั่วคราว ซึ่งหากรัฐบาลยังไม่มีนโยบายแม่บทการแก้ปัญหาราคาในระยะยาว ในฤดูกรีดยางรอบใหม่ ปัญหาก็จะกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ซึ่งรัฐบาลคงเหลือทางเลือกไม่มากนัก และอาจต้องใช้นโยบายแทรกแซงราคาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาต่อไป
การทุ่มเงินแทรกแซงราคาอาจมีความจำเป็นในระยะเฉพาะหน้าที่กลุ่มเกษตรกรอาจใช้สถานการณ์มวลชนรวมตัวกันกดดันรัฐบาล แต่พร้อมกันนี้รัฐบาลต้องคิดถึงแนวทางแก้ปัญหาแบบยั่งยืน และเกษตรกรทุกกลุ่มได้รับการช่วยเหลือนี้อย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวอยู่กับบางกลุ่ม ดังที่มีการท้วงติงกันมาโดยตลอด
รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนนโยบายพืชเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ทั้งการจัดโซนนิ่งกำหนดพื้นที่และปริมาณของพืชแต่ละชนิด เพื่อมิให้ผลผลิตออกมามากเกินไปจนส่งผลให้ราคาตกต่ำ ขณะที่การช่วยเหลือเกษตรกรอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันนั้นก็อาจประยุกต์นำระบบโควตาแก่กลุ่มหรือสถาบันเกษตรกร อย่างการรับซื้ออ้อยเข้ามาใช้ ตลอดจนการพัฒนาส่งเสริมสถาบันเกษตรกรต่างๆ โดยส่งเสริมให้แปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า







