
ไทยรับศึกหนัก สงครามค่าเงินป่วนโลก
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
นับเป็นสัญญาณร้ายล่าสุด เมื่อสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)ปีนี้ว่าจะขยายตัวได้ต่ำกว่าคาดที่ 3.9% โดยมีปัจจัยฉุดสำคัญมาจาก “ภาคการส่งออก” ที่คาดว่าจะโตได้เพียง 1.4% เท่านั้น หรือหลุดเป้ากระจุยกระจายจากเป้าหมาย 4% ของกระทรวงพาณิชย์ และยังสอดคล้องกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตือนว่าส่งออกในปีนี้อาจมีสิทธิโตได้ไม่ถึง 1% เสียด้วย
การสวมคอนเวิร์สออกมาส่งสัญญาณร้ายตั้งแต่ต้นปี เป็นเพราะปัจจัยภายนอกออกมาพลิกผันแย่กว่าที่คาด ทั้งธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต่างพร้อมใจกันหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ลง เนื่องจากราคาน้ำมันถูกไม่ได้ช่วยเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากอย่างที่คาดไว้ ตรงกันข้าม กลับยิ่งกระตุ้นให้ภาวะเงินเฟ้อต่ำยิ่งแย่ลง
แต่ที่เลวร้ายกว่า หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นความซวยเด้งที่ 3 ตามมา ก็คือทั่วโลกกำลังหาทางดิ้นหนีปัญหาเศรษฐกิจที่ว่านี้ด้วยการเข้าสู่สมรภูมิสงครามค่าเงินโดยมิได้นัดหมาย
หากไล่ดูไทม์ไลน์ทั่วโลกตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว จนถึงปี 2558 นี้ จะเห็นได้ถึงการเคลื่อนไหวของธนาคารกลางทั่วโลกที่เดินหน้าผ่อนคลายมาตรการทางการเงินกันอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางหลักๆ ได้แก่ การอัดฉีดมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) การลดอัตราดอกเบี้ย และการลดกรอบของค่าเงิน เพื่อมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในบ้านของตัวเอง และแน่นอนว่าย่อมส่งผลให้ค่าเงินของประเทศเหล่านี้อ่อนค่าลงอย่างมากด้วย
อย่างไรก็ตาม ธปท. ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างประเทศบางสำนักคาดว่าจะร่วมวงปรับนโยบายการเงินด้วย กลับยังคงยืนอัตราดอกเบี้ยเดิมที่ 2% แม้จะมีแรงกดดันเรียกร้องให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง และเพื่อรับมือกับทุนร้อนที่จะไหลเข้ามาเก็งกำไรในปีนี้จากคิวอีฝั่งยุโรปและญี่ปุ่น จนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าหรือไม่อ่อนค่าลงมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านก็ตาม
ในมุมมองของ เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าปัจจัยในการพิจารณาของ ธปท.นั้นมีความซับซ้อนมากกว่าเพียงเรื่องบาทอ่อนหรือการช่วยขับเคลื่อนภาคการส่งออก
ปัจจัยที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของ ธปท.น่าจะอยู่ที่ 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย การส่งสัญญาณดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กับความชัดเจนของกรีซซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ช่วงจังหวะที่ ธปท.จะสามารถประเมินผลและตัดสินใจได้
ตัวเลขการส่งออก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐในช่วงไตรมาสแรก จะเป็นปัจจัยสำคัญให้พิจารณาว่าเศรษฐกิจไทยจะไปรอดขนาดไหน เพราะแม้คาดการณ์ส่งออกปีนี้จะย่ำแย่ แต่ตัวเลขการส่งออกเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 3 ของไทย รองจากจีนและญี่ปุ่น โดยมีการส่งออกไปสหรัฐมากขึ้น 1.3% จากเดือนก่อนหน้า หรือดีขึ้นถึง 13.2% จากปีที่แล้ว
ขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตาการประชุมของเฟดที่จะมีขึ้นอีก 2 ครั้ง ในเดือน มี.ค.และ เม.ย.นี้ว่าจะส่งสัญญาณว่ามั่นใจกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขนาดไหน และการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐที่เริ่มกระทบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ไปลงทุนทั่วโลก รวมถึงภาวะเงินเฟ้อต่ำจะมีผลกระทบหรือไม่ ขณะที่มาตรการคิวอียุโรปนั้นก็ต้องจับตาให้ดีว่าจะสามารถซื้อพันธบัตรได้มากจริงตามที่ตั้งวงเงิน 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน หรือไม่ เนื่องจากยังมีความไม่ชัดเจนกับกรณีของกรีซ
ต้องไม่ลืมว่าความผันผวนของตลาดการเงินโลกนั้นมาจากนโยบายของมหาอำนาจรายใหญ่ แต่ไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก การลดดอกเบี้ยอาจไม่ช่วยรับประกันได้ว่าจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้มากขนาดไหน
ในทางตรงกันข้าม หากส่งสัญญาณผิดไปยังต่างชาติก็อาจส่งผลต่อเงินทุนต่างชาติในไทย ที่ยังถือครองอยู่ในพันธบัตรและหุ้นกู้กว่า 6 แสนล้านบาท ให้ไหลออกเร็วเกินไป เพราะปีนี้ยังมีความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐอยู่ ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทตามมา กลายเป็นเงินบาทอ่อนค่ามากจนเกินไป
การตัดสินใจของ ธปท.ที่ต้องระวังและดูแลเสถียรภาพการเงินของประเทศ จึงต้องอยู่บนความรอบคอบอย่างยิ่งในปีแห่งความผันผวนหนักทั่วโลก
แบงก์ชาติทั่วโลกปรับนโยบาย
31 ต.ค. 2557 - ญี่ปุ่นขยายคิวอีเป็น 80 ล้านล้านเยน/ปี
23 พ.ย. 2557 - จีนลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี
6 ม.ค. 2558 - เวียดนามลดค่าเงินครั้งที่ 2 ในรอบ 7 เดือน
15 ม.ค. 2558 - อินเดียลดดอกเบี้ยในรอบเกือบ 2 ปี
15 ม.ค. 2558 - สวิสยกเลิกกรอบค่าเงินที่ผูกกับยูโร
21 ม.ค. 2558 - แคนาดาลดดอกเบี้ย
22 ม.ค. 2558 - อีซีบีอัดฉีดคิวอีรวม 1.14 ล้านล้านยูโร
28 ม.ค. 2558 - สิงคโปร์ลดกรอบค่าเงิน
29 ม.ค. 2558 - เดนมาร์กลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ใน 2 สัปดาห์
29 ม.ค. 2558 - รัสเซียลดดอกเบี้ยอีก 2% เหลือ 15%
มีธนาคารกลางอีกหลายชาติที่ลดดอกเบี้ย







