
ตำรวจสุพรรณฯ
เป็นข่าวฮือฮามากในแวดวงสีกากี สำหรับการออกคำสั่งของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี
เป็นข่าวฮือฮามากในแวดวงสีกากี สำหรับการออกคำสั่งของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ให้นายตำรวจที่โอนย้ายไปรับราชการที่ จ.สุพรรณบุรี เดินทางเข้าพบนายบรรหาร ศิลปอาชา เพื่อรับฟังโอวาทและคำแนะนำ
บันทึกคำสั่งดังกล่าวลงวันที่ 25 ม.ค. 2558 ระบุให้ข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการ ถึงสารวัตร ที่ได้รับการแต่งตั้งในวาระประจำปี 2557 จำนวน 28 นาย เข้าพบนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 เพื่อขอรับโอวาทและคำแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ในเช้ามืดวันอังคารที่ 27 ม.ค. ไปที่บ้านพักนายบรรหาร ถนนจรัญสนิทวงศ์ บันทึกดังกล่าวยังระบุ “ถือเป็นนโยบายของ ภ.จว.สุพรรณบุรี จึงห้ามขัดข้องกรณีการเข้าพบดังกล่าวข้างต้นโดยเด็ดขาด” และกำชับให้นายตำรวจทั้งหมดลงชื่อรับทราบคำสั่งดังกล่าวด้วย
พลันที่ข่าวนี้เผยแพร่ไปในโลกออนไลน์ โดยเผยแพร่บันทึกคำสั่งที่ลงชื่อโดยผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี ได้มีการกระจายข่าวกันอย่างรวดเร็ว จนผู้ออกคำสั่งต้องออกคำสั่งใหม่ในวันรุ่งขึ้น ให้ยกเลิกการเข้าพบ โดยคำสั่งระบุว่า “เนื่องจากมีเหตุผลบางประการประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย”
แต่การกลับลำของผู้บังคับการนั้นช้าเกินไปแล้ว ด้วยในวันเดียวกันนั้นเองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 ได้มีคำสั่งย้ายผู้บังคับการผู้เซ็นคำสั่งให้ออกจากตำแหน่งไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 7 โดยให้ไปรายงานตัวในวันที่ 27 ม.ค. อันเป็นวันที่นัดเดิมกำหนดจะไปเข้ารับฟังโอวาทที่บ้านจรัญสนิทวงศ์
เป็นการแก้ปัญหาระดับภาคได้อย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียง 2 วัน
การแสดงออกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในครั้งนี้ เป็นการสะท้อนความจริงบางอย่างที่รู้กันอยู่ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับนักการเมือง โดยเฉพาะ จ.สุพรรณบุรี จังหวัดที่หลายคนสมัครใจที่จะเรียกว่า บรรหารบุรี
คำสั่งนี้แม้จะบอกนัยอะไรหลายๆ อย่างในวงการสีกากีได้ แต่การให้สัมภาษณ์ของนายตำรวจรองผู้กำกับท่านหนึ่ง กลับให้แง่มุมที่ลึกซึ้งกว่า ด้วยการยอมรับว่า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว และยังได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์การออกคำสั่งว่า “เหตุที่ต้องเข้าพบ เพราะเราถือว่า ฯพณฯ เป็นที่เคารพของชาวสุพรรณฯ แล้วตำรวจจะต้องใกล้ชิดประชาชน เนื่องจากมีกรณีมีผู้แอบอ้าง ฯพณฯ ว่าขอให้เป่าคดีขอให้หลุด ก็เลยมีธรรมเนียมปฏิบัติขอให้ได้ฟังจากปากของท่านเองว่า ถ้าใครอ้างผม พวกคุณอย่าเชื่อ”
จากการยอมรับและคำอธิบายดังกล่าว มีประเด็นที่ ผบ.ตร.ต้องช่วยกันคิด
ประการแรก ธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2550 นี้ ท่าน ผบ.ตร.ทราบธรรมเนียมปฏิบัติอย่างนี้บ้างไหม คุณบรรหารเป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับสำนักงานตำรวจ ที่นายตำรวจใหญ่ของจังหวัดจะต้องไปฟังโอวาท คุณบรรหารเชี่ยวชาญงานของตำรวจจนนายตำรวจผู้ใหญ่ต้องไปขอคำแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่เลยหรือ และเป็นประเพณีเฉพาะที่สุพรรณบุรีหรือทุกจังหวัด นายตำรวจที่ย้ายไป จ.ตรัง จะต้องเข้ารับฟังโอวาทและคำแนะนำจากคุณชวนหรือไม่ ถ้าเป็น จ.บุรีรัมย์ ต้องเข้าพบคุณเนวินหรือเปล่า
ประการที่สอง การบังคับให้นายตำรวจทั้ง 28 นายตามรายชื่อ ห้ามขัดข้อง ต้องไปรับฟังโอวาทจากคนที่ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ทางราชการใดๆ เป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ ถ้าไม่ไป ผลจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่า อย่างน้อย 1 ใน 28 นายตำรวจ คงจะไม่เห็นด้วยที่ถูกบังคับ บันทึกคำสั่งจึงได้หลุดเข้าในโลกออนไลน์ ซึ่งต้องขอคารวะที่กล้าทำ แม้จะไม่รู้ว่าเป็นใครก็ตาม
ประการที่สาม การที่ต้องเข้าไปรับคำแนะนำในการทำงานนั้น ทำให้เกิดความสงสัยว่า สำนักงานตำรวจไม่มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถที่จะแนะนำได้เลยหรือ ไม่มีแนวทางการปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่หรืออย่างไร ข้อมูลในพื้นที่ที่จะให้นายตำรวจที่ย้ายไปใหม่ได้ศึกษา นายตำรวจท่านเดิมเขาไม่ส่งมอบงาน ไม่ให้รายละเอียด ไม่แนะนำพื้นที่กันบ้างเลยหรือ
ประการสุดท้ายที่ถือเป็นข้อมูลสุดยอดที่ ป.ป.ช.ควรจะให้ความสนใจ คือ ต้องไป “ฟังจากปากของท่านเองว่า ถ้าใครอ้างผม พวกคุณอย่าเชื่อ” มันเท่ากับตำรวจสุพรรณฯ ยอมรับว่า มีรายการคุณขอมา ขอให้ตำรวจเป่าคดี และมีการอ้างชื่อคุณบรรหาร เป็นจำนวนมาก จึงต้องมาขอคำยืนยันจากปากของคุณบรรหารเองว่า ไม่ได้สั่ง
เมื่อมีการอ้างชื่อคนใหญ่คนโตให้เป่าคดี ตำรวจที่รับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ควรจะทำอย่างไร ระหว่างไม่ให้ความสนใจทำคดีอย่างตรงไปตรงมา กับสอบถามให้ได้ความจริงว่า คนใหญ่คนโตนั้น ขอมาจริงหรือเปล่า สำนักงานตำรวจจะตอบคำถามนี้หรือจะให้ ป.ป.ช.เป็นผู้ตอบดีครับ
และทำให้คิดไปได้ว่า ถ้าคุณบรรหารขอมาจริง ขอให้เป่าคดี คุณตำรวจเมืองสุพรรณฯ จะทำตามหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ ทำไปตามรูปคดีอย่างตรงไปตรงมา แล้วยังจะมีความจำเป็นต้องไปขอคำยืนยันจากคุณบรรหารอีกหรือไม่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อขนมกินได้ว่า เรื่องจะเงียบหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่ที่สำนักงานตำรวจจะต้องนำมาเป็นข้อมูลในการปฏิรูปตำรวจ ให้เป็นตำรวจของประชาชนทุกคน ให้เป็นตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดกฎหมาย ไม่ใช่ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดคนตัวเตี้ยหรือคนตัวสูง
ต้นทุนของตำรวจในวันนี้ แทบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว ที่ผ่านมาตำรวจทำงานรับใช้นักการเมือง รับใช้รัฐบาล โดยไม่ยึดถือความถูกต้อง ไม่ยึดกฎหมาย ไม่สนใจความเป็นธรรม ถ้าไม่ใช่พวกกู ก็อย่าหวังว่าจะได้รับการดูแล อย่าคิดถึงความยุติธรรม
ตำรวจกับนักการเมืองจึงเหมือนผีเน่ากับโลงผุ ตำรวจเป็นเครื่องมือให้นักการเมืองทำร้ายฝ่ายตรงข้าม ส่วนนักการเมืองตอบแทนตำแหน่งดีๆ โรงพักเกรด A ให้กับตำรวจ เป็นผลประโยชน์ที่ลงตัว
คสช.ก็ดี สนช.ก็ดี สปช.ก็ดี ผบ.ตร.ก็ดี จะปฏิรูปตำรวจกันอย่างไร







