
เอสซีจีตะลุยซื้อกิจการ เปิดทางหุ้นเดิมบริหาร
เอสซีจี ปรับแผนซื้อกิจการ เน้นผู้ถือหุ้นเดิมบริหาร ชี้ปี 2558 เศรษฐกิจอาเซียนอนาคตสดใส
เอสซีจี ปรับแผนซื้อกิจการ เน้นผู้ถือหุ้นเดิมบริหาร ชี้ปี 2558 เศรษฐกิจอาเซียนอนาคตสดใส
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดินหน้าแผนการควบรวมและซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง (เอ็มแอนด์เอ) ทั้งบริษัทภายในประเทศและต่างประเทศเพื่อขยายฐานธุรกิจให้ครอบคลุมในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี และกระดาษ ที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัท โดยรูปแบบของการควบรวมและเข้าซื้อกิจการนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เมื่อซื้อกิจการแล้วต้องถือหุ้นใหญ่ 100% และใช้ทีมบริหารใหม่ของบริษัท แต่ปัจจุบันกิจการที่เข้าไปซื้อนั้นบริษัทอาจเข้าถือหุ้นใหญ่เพียง 70% และให้สิทธิการบริหารงานยังคงเป็นของผู้ถือหุ้นเดิม
“รูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเหมือนกับเราเข้าไปช่วยให้กิจการดีขึ้น การบริหารยังเป็นของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม ที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่มีการเจรจาควบรวมกิจการนั้นใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งหลายกิจการนั้นก็สามารถทำกำไรได้ดี แต่การเข้าเอ็มแอนด์เอนั้นไม่สามารถตั้งเป้าได้ว่าจะต้องมีการซื้อกิจการกี่รายและรายใดบ้าง เนื่องจากการซื้อกิจการนั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งปีนี้จะอยู่ภายใต้งบลงทุน 5 หมื่นล้านบาท โดยเน้นไปที่กิจการในอาเซียน” นายกานต์ กล่าว
สำหรับกลยุทธ์ของการบุกตลาดอาเซียนนั้นได้ดำเนินการมากว่า 10 ปีแล้ว เนื่องจากบริษัทมีความเชื่อมั่นอย่างสูงในศักยภาพของอาเซียน โดยในปี 2558 คาดว่าจะเป็นปีทองเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ที่จะขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดี ซึ่งสอดรับกับโครงการลงทุนของบริษัท ที่มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตามแผน สามารถผลิตสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของตลาดได้
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) โดยในปี 2557 บริษัทมียอดขายสินค้า HVA 1.69 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน และคิดเป็น 35% ของยอดขายรวม ขณะที่สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบรนด์ SCG eco value มียอดขาย 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อน และคิดเป็น 31% ของยอดขายรวม โดยในปี 2557 บริษัทใช้งบประมาณการวิจัยและพัฒนาไปกว่า 2,700 ล้านบาท และในปี 2558 ได้เพิ่มงบประมาณงานวิจัยและพัฒนาเป็น 4,800 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมให้สอดรับกับนโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้นการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
ทั้งนี้ ล่าสุด บริษัท ทีซี เฟล็กซิเบิ้ลแพคเกจจิ้ง ในเอสซีจี เปเปอร์ ได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมในบริษัท พรีแพค ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเฟล็กซิเบิ้ลแพ็กเกจจิ้ง (Flexible Packaging) บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุประเภทพลาสติก ใช้บรรจุสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลให้เอสซีจีมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 22% เป็น 72% โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้ประมาณ 4.9 แสนล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อน
เล็กน้อยที่มีรายได้ 4.8 แสนล้านบาท สาเหตุที่เติบโตไม่มาก เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปรับตัวลดลง







