posttoday

การดำรงอยู่เหนือกาลเวลา

01 กุมภาพันธ์ 2558

การเอาชนะกิเลสตัณหานั้น เห็นอยู่ชัดทีเดียวว่ามันขึ้นอยู่กับเวลาโดยตรงและถึงการเอาชนะกรรมก็เหมือนกัน

การเอาชนะกิเลสตัณหานั้น เห็นอยู่ชัดทีเดียวว่ามันขึ้นอยู่กับเวลาโดยตรงและถึงการเอาชนะกรรมก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่อยากอะไรเลยกรรมก็หมดไป เวลาก็หมดไป กรรมเก่าก็ไม่มี กรรมใหม่ก็ไม่มี ชาตินี้ก็ไม่มี ชาติหน้าก็ไม่มี กรรมทั้งหลายหมดสิ้นไปเพราะการยกเลิกของเวลา ซึ่งยกเลิกได้ด้วยอำนาจที่กำจัดความอยากเสียได้ กำจัดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน ว่าของตนเสียได้ ไม่มีความอยากสิ่งใดเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน ดังนี้คือใจความของพระพุทธศาสนาทั้งหมด ซึ่งถ้านำเข้าเทียบในทางที่เกี่ยวกับเวลาแล้ว ก็พูดได้เหมือนกันว่าพุทธศาสนาสอนให้เราเอาชนะเวลาให้ได้โดยประการทั้งปวง ถ้าเราไม่อยากพูดอย่างอื่นหรือว่าเราอยากจะพูดอย่างนักคำนวณทางคณิตศาสตร์ หรือจะพูดอย่างนักวิทยาศาสตร์หรืออะไรก็สุดแท้ เราก็ยังอาจจะพูดได้ว่าเอาชนะเวลาให้ได้เท่านั้น ก็เป็นอันหมดเรื่องของพระพุทธศาสนา

ทีนี้คนพวกอื่นอาจจะงง เพราะว่าคนพวกอื่น ลัทธิอื่น หรือว่าศาสนาอื่นนั้นอาจจะไม่เคยคิดว่าเราจะเอาชนะเวลาได้ หรือเคยสอนกันให้เอาชนะเวลา มีแต่ให้กลัวเวลาอยู่ด้วยกันทั้งนั้น นี่แหละคือข้อที่พระพุทธศาสนาไปได้ไกล ไปได้สูงกว่าศาสนาเป็นอันมากในโลกนี้ เพราะว่าสอนให้เอาชนะเวลาให้ได้ กำจัดเวลาเสียให้หมดอำนาจ และตัวเองเป็นผู้กินเวลาไม่ใช่เวลากินตัวเรา

ลองคิดดูเถิดว่าจะเป็นความดีวิเศษสูงสุดสักเท่าไร ถ้าเรามีอำนาจอยู่เหนือเวลา เราควรจะขอบคุณพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าสักเท่าไร ที่เสนอให้เราเป็นอย่างนี้ได้

หวังว่าท่านทั้งหลายทั้งปวงจะได้นำเอาเรื่องนี้ไปพินิจพิจารณา ในฐานะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ให้สมกับว่าวันนี้เป็นวันปีใหม่ มาฟังเทศน์กันทีหนึ่ง ปีหนึ่งฟังเทศน์ครั้งเดียวก็ยังดี ขอให้คิดดูใหม่ คำนวณดูใหม่ ว่าปีหนึ่งฟังเทศน์ครั้งเดียวก็ยังดี เป็นเวลาตั้งปี ฟังเทศน์ครั้งเดียวก็ยังดี ถ้าหากว่าฟังแล้วเข้าใจ ถ้าหากว่าสามารถที่จะให้ปีใหม่นี้ผิดแผกไปจากปีเก่าได้โดยความมีความทุกข์น้อยลงนั่นเอง
หรือกล่าวโดยสำนวนโวหารก็ว่าเราชนะเวลา วัน คืน เดือน ปี นี้มีได้มากขึ้นทุกที ยิ่งกว่าปีที่แล้วมา

ปีเก่าๆ ที่แล้วมาเราแพ้มันเท่าไร แต่ปีต่อไปเราจะชนะเวลามากขึ้นๆ ทุกปี นี่แหละคือความสุขปีใหม่ที่แท้จริง ไม่ใช่ลมๆ แล้งๆ อย่างที่เขียนกันในบัตรส่งความสุขปีใหม่ให้เปลืองสตางค์ ให้เปลืองเวลา ทั้งเป็นการพ่ายแพ้แก่เวลามากยิ่งขึ้นไปอีก

หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ฟังด้วยความตั้งใจ คิดตั้งใจนึกให้เข้าใจในวิธีที่เราจะเอาชนะเวลาให้ได้ โดยนัยดังที่แสดงมา มองดูที่ตัวเองแล้วให้รู้จักตามที่เป็นจริงว่ามันซ้ำซากเหลือเกินแล้ว มันควรจะลืมหัวลืมตากันเสียทีว่า คนเราขึ้นสวรรค์หรือลงนรกในชาติหนึ่งๆ นี้มากมายนับครั้งไม่ไหว

ฟังดูให้ดี ขณะนี้กำลังบอกแก่ท่านทั้งหลายว่าเกิดมาชาติหนึ่งนี้ ได้ตกนรกและได้ขึ้นสวรรค์นับครั้งไม่ไหว คราวใดร้อนใจอยู่ด้วยอำนาจของเวลาคราวนั้นก็ตกนรก คราวใดสบายใจอยู่ด้วยอำนาจของเวลาคราวนั้นก็ขึ้นสวรรค์

วันหนึ่งก็ตกนรกตั้งหลายหน ขึ้นสวรรค์ก็หลายหน เดือนหนึ่งก็ยิ่งตกนรกหลายสิบหน ขึ้นสวรรค์ตั้งหลายสิบหน ปีหนึ่งหรือหลายๆ ปี มันก็ยิ่งมีการตกนรกหลายครั้ง หลายหมื่นครั้ง หลายแสนครั้ง และก็ขึ้นสวรรค์หลายหมื่นครั้ง หลายแสนครั้งเช่นเดียวกัน ทำไมจึงมัวหลับหูหลับตาไม่รู้จักว่านรกสวรรค์อยู่ที่ตรงไหนกันเสียเล่า? ถ้าได้มองเห็นสิ่งเหล่านี้อย่างถูกต้องแล้ว ไม่นานเลยก็จะรู้เท่าทันเวลา ไม่หลงใหลขึ้นสวรรค์ของเวลา ไม่เผลอตกนรกของเวลา

คนที่ไม่ขึ้นสวรรค์ ไม่ตกนรกของเวลาอีกต่อไปนั่นแหละจึงจะเอาตัวรอดได้ เดี๋ยวนี้ความโง่มีมาก ถึงกับไปคิดว่าตายแล้วจึงจะตกนรกหรือจะขึ้นสวรรค์ ให้เขาจับใส่โลงเผาไฟไหม้หมดแล้วจึงจะไปลงนรกหรือไปขึ้นสวรรค์ ไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งๆ ก็ตกนรกหรือขึ้นสวรรค์อยู่ตั้งหลายครั้งแล้ว ทำไมจึงโง่มากถึงอย่างนั้น แล้วทำไมจึงได้ทะเยอทะยานว่าจะได้ความสุขปีใหม่ให้มากยิ่งขึ้นไปอีกทั้งๆ ที่ ได้อยู่แล้ว มีอยู่แล้ว ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร

นี้แหละคือคนที่ตาบอด หูหนวก ตามวิสัยของปุถุชนที่เรียกว่าอยู่ในโลกนี้ แต่มองไม่เห็นโลกเลย เหมือนไส้เดือนสกปรกจมอยู่ในดิน ดำอยู่ในดินก็หาเห็นดินไม่ เหมือนหนอนอุจจาระที่อยู่ในหลุมส้วมก็หาได้เห็นอุจจาระนั้นไม่ แม้ที่สุดแต่ว่าฝูงปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำตาของมันก็หาได้เห็นน้ำไม่ และนกที่บินอยู่บนฟ้าในอากาศก็หาได้เห็นฟ้าไม่ นี้เพราะไม่มีความรู้

นี้เรียกว่าแม้ว่าจะได้จมแช่อยู่กับสิ่งใดแต่ก็หาได้เห็น หรือได้รู้จักสิ่งนั้นๆ ไม่ แล้วจะไปรู้เรื่องของเวลาได้อย่างไรกัน ในที่สุดก็จะมัวหลับหูหลับตาจมอยู่ในดินเหมือนไส้เดือน หรือว่าจมอยู่ในคูถเหมือนหนอนทั้งหลาย ด้วยเหตุที่อารมณ์อันเป็นเหยื่อในโลกนี้มันล่อใจให้หลงติดอยู่ในเหยื่อไม่มีวันเสื่อมคลาย เป็นไปตามอำนาจของเวลาไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ด้วยกันอย่างนี้

คิดดูเถิดมันน่าหัวเราะสักเท่าไร น่าสงสารสักเท่าไร ถ้าคนเหล่านี้จะมาเผยปากพูดว่า เราได้รับความสุขปีใหม่มันใหม่ที่ตรงไหน? มันใหม่ตามแบบตามประสาของคนหูหนวก ตาบอดใช่หรือไม่? ในที่สุดก็จะสงสารตัวเองขึ้นมาบ้าง สมเพชเวทนาสงสารตัวเองนั่นแหละ เขาเรียกว่าความไม่ประมาท จงได้รู้จักความไม่ประมาทกันในลักษณะเช่นนี้เถิด จะได้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น คือมีจิตใจสูงขึ้นๆ เหนือการครอบงำของเวลา เป็นผู้ที่หลุดพ้นจากอำนาจของเวลาได้ ในโอกาสข้างหน้า ไม่วันหนึ่งก็วันใดโดยไม่ต้องสงสัยเลย อย่ามัวแต่ตกนรกขึ้นสวรรค์วันหนึ่งตั้งหลายๆ ครั้ง แล้วก็ยังไม่รู้สึกกันอยู่เช่นนี้เลยดูให้ดีเถิดว่า ถ้าเป็นทาสของความอยากเสียแล้ว นรกก็เป็นทุกข์ สวรรค์ก็เป็นทุกข์  เพราะถูกเวลาบีบคั้นด้วยกันทั้งนรกและทั้งสวรรค์ แม้ว่าการบีบคั้นจะต่างกัน มันก็ให้ความทุกข์เหมือนกัน เหมือนกับเราหัวเราะมันก็เหนื่อย เราต้องร้องไห้มันก็เหนื่อย ไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องเสียใจจึงจะไม่เหนื่อย ดีใจก็เหนื่อยเพราะดีใจ เสียใจก็เหนื่อยเพราะเสียใจ ไม่ดีใจไม่เสียใจจึงจะไม่เหนื่อย มันก็เหมือนกับที่ว่าไม่ต้องตกนรก ไม่ต้องขึ้นสวรรค์นั่นแหละจึงจะไม่เหนื่อย ถ้ามัวตกนรกขึ้นสวรรค์กันอยู่ มันก็ยังเหนื่อยอยู่นั่นเอง

ความสงบอย่างยิ่ง คือ การดำรงอยู่เหนือกาลเวลา

การเหน็ดเหนื่อยระส่ำระสายนี้ไม่เรียกว่าสันติ ไม่เรียกว่าความสงบระงับ ไม่เรียกว่าพระนิพพาน จงละทิ้งสิ่งเหล่านี้เสีย แล้วหันหน้าหรือบากหน้าไปสู่สิ่งที่เรียกว่าความสงบ หรือสันติ หรือนิพพาน ด้วยการเอาชนะเวลาให้ได้ คือ อย่าไปเที่ยวอยากในเหยื่ออย่างนั้นอย่างนี้นั่นเอง

เมื่อไม่อยากไม่ต้องการมันแล้ว ก็ไม่มีการได้ไม่มีการเสีย ไม่มีได้ไม่มีเสีย นั่นแหละประเสริฐที่สุด ถ้ายังมีได้มีเสียอยู่แล้วมันก็ยังต้องหัวเราะ ต้องร้องไห้ และยังจะต้องเหนื่อยอยู่นั่นเอง อย่าไปหวังได้หวังเสีย ที่เสียนั้นไม่เอาก็ถูกแล้ว แต่ที่ได้นั้นก็ไม่เอาจะดีกว่า เพราะว่าจะได้ไม่เหนื่อย

การอยู่ด้วยความสงบนั้น คือ เราอยู่ด้วยสติปัญญา

แม้จะมีการได้การเสียเกิดขึ้น ก็หัวเราะได้ทั้งนั้นเมื่อมีการได้เกิดขึ้นมา ก็จัดการไปตามที่ควร มีการเสียเกิดขึ้นมาก็จัดการไปตามที่ควร แต่จิตใจของเราไม่รู้สึกว่าได้ไม่รู้สึกว่าเสีย เราเป็นผู้ไม่มีการได้หรือการเสียอีกต่อไป เพราะเราอยู่เหนืออำนาจของเวลาดังที่กล่าวมาแล้ว นี่แหละจึงจะเอาชนะเหยื่อในโลกนี้ เอาพระนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เวลาไม่สามารถจะฉุดกระชากเราไว้ได้ เราเป็นอิสระไปจากเวลา ไปสู่สภาวะที่อยู่เหนือโลก เหนือทุกข์โดยประการทั้งปวง เป็นผู้กัดกินซึ่งเวลา ไม่ถูกเวลากัดกินอีกต่อไป แล้วจะมีความทุกข์ที่ตรงไหน ความทุกข์ย่อมดับไปโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุที่มีอำนาจเหนือเวลา โดยนัยที่ได้วิสัชนามาและเป็นการสมควรแก่โอกาส แก่สมัยที่สมมติกันว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่

ขอให้ท่านทั้งหลายได้จัดการกับวันปีใหม่นี้ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง ให้เกิดความสุขใหม่ขึ้นมาให้ได้จริงๆ ให้เป็นปีใหม่ไม่ซ้ำปีเก่าให้ได้จริง จึงจะไม่เสียทีที่เรียกว่ามาทำบุญขึ้นปีใหม่ด้วยกันทุกคน

ธรรมเทศนาสมควรเวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

ข่าวล่าสุด

ศรชล.แฉพฤติกรรมเดินเรือผิดปกติกักตุนน้ำมัน50ล้านลิตรชงDSIสอบคดีพิเศษ