
เจ้านายพระราชวงศ์ที่ดำรงสมณศักดิ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์
หนังสือที่ระลึกงานสถาปนาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก
โดย...พระมหาปกรณ์ กิตฺติธโร ป.ธ.9, สมาน สุดโต
หนังสือที่ระลึกงานสถาปนาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม 5 ธ.ค. 2557 พระมหาปกรณ์ กิตฺติธโร ป.ธ.9 วัดชนะสงคราม ได้สรุปความเป็นมาตำแหน่งพระพุฒาจารย์ หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ สมัยรัตนโกสินทร์ พร้อมทั้งย่อประวัติพระเถระ 23 รูป ที่ได้รับการสถาปนาไว้ด้วย
ในจำนวนสมเด็จพระพุฒาจารย์ 23 รูปนั้น เจ้านายพระราชวงศ์ ที่ได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ มีหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ระดับหนมีถึง 2 รูป แต่อยู่ต่างวัดและต่างนิกาย
ที่จะเล่าวันนี้เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ และวัดพระเชตุพนฯ สังกัดมหานิกาย ศิษย์ใกล้ชิดสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) คือ หม่อมเจ้าพระสมเด็จพุฒาจารย์ (หม่อมเจ้าทัด ป.ธ.7) พร้อมทั้งเรื่องพระเครื่องที่เรียกว่าสมเด็จปิลันทน์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ลำดับที่ 7 และศิษย์เอกคือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ลำดับที่ 8 (ปัจจุบันพระธรรมธีรราชมหามุนี (เที่ยง ป.ธ.9) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ลำดับที่ 13)
ส่วนพระราชวงศ์อีกรูปหนึ่ง ที่ได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร (หม่อมเจ้ากระจ่าง ป.ธ.5) เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม รูปที่ 1 ดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (รูปที่ 9) สังกัดธรรมยุติกนิกาย
หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (หม่อมเจ้าทัด ป.ธ.7)
หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (หม่อมเจ้าทัด ป.ธ.7) พระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าทัด เป็นโอรสในพระประพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าแตงกรมหลวงเสนีบริรักษ์ ประสูติในรัชกาลที่ 2 เมื่อวันพุธ แรม 9 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเมีย พ.ศ. 2365 ทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามในรัชกาลที่ 3 แล้วมาอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม ทรงศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) แต่ครั้งยังเป็นพระมหาโต จนพระชนมายุครบอุปสมบท โปรดให้ทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปี พ.ศ. 2395 สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมครั้งแรก ทรงแปลได้เปรียญ 3 ประโยค เมื่อปี พ.ศ. 2392
ถึงรัชกาลที่ 4 ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้งหนึ่ง ทรงแปลอีก 4 ประโยค เมื่อปี พ.ศ. 2404 รวมเป็น 7 ประโยค ถึงปี พ.ศ. 2407 ทรงตั้งเป็นหม่อมเจ้าพระราชาคณะที่ หม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์
ถึงรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2433 ทรงเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ พระธรรมเจดีย์ ครั้งถึงปี พ.ศ. 2435 พระราชทานพระสุพรรณบัฏราชทินนามว่าหม่อมเจ้าพระพิมลธรรม เจ้าคณะรองฝ่ายเหนือ โปรดให้ย้ายไปครองวัดพระเชตุพนฯ ครั้งถึงวันที่ 20 ธ.ค. 2437 ทรงสถาปนาเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีราชทินนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า
“หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ เอนกสถานปรีชา สัปตวิสุทธิจริยาสมบัติ นิพัทธธุตคุณ ศิริสุนทรพรตจาริก อรัญญิกมหาปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลมัชฌิมคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี”
หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) สิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2343 พระชนมายุได้ 79 ชันษา
ประวัติอีกมุมหนึ่ง
หากศึกษาประวัติโดยพิสดาร จะพบว่าหม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (หม่อมเจ้าทัด ป.ธ.7) ท่านมีความสามารถระดับพระเกจิอาจารย์ชั้นนำรูปหนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวคือเมื่อสถิตวัดระฆังโฆสิตาราม ได้สร้างสมเด็จพระพุทธุปบาทปิลันทน์ แต่คนไทยมักเรียกง่ายว่าสมเด็จปิลันทน์ เป็นพระผง มีพุทธลักษณะในปางต่างๆ สร้างมากถึง 8.4 หมื่นองค์ ทั้งนี้เพราะมีอาจารย์ระดับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ประสิทธิ์ประสาทวิชาเบื้องต้น และยังเป็นพระกรรมวาจาจารย์เมื่ออุปสมบทอีกด้วย
สมเด็จปิลันทน์
อาจารย์ราม เจ้าของคอลัมน์คุยเฟื่องเรื่องพระแท้ ซึ่งเป็นสุดยอดพันธุ์แท้พระเครื่องคนแรกของไทย aj-ram.com พูดถึง
พระพุทธุปบาทปิลันทน์ วัดระฆังโฆสิตาราม ว่านอกจากจะได้รับความนิยมสูงสุดแล้ว ยังได้รับความนิยมและยกย่องให้เป็น 1 ใน 5 ของชุดเบญจภาคีพระเนื้อผง
ทั้งนี้ เพราะหม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์ (ทัด) เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดในท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม และนับได้ว่าเป็นพระภิกษุเพียงรูปเดียวที่ได้รับความไว้วางใจให้ปกครองดูแลวัดแทน และสืบต่อมาท่านได้จำเริญในสมณศักดิ์ จนครั้งสุดท้ายดำรงสมณศักดิ์ที่ “หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด)” ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ผู้เป็นอาจารย์เคยเป็นมาก่อน
อาจารย์ราม เล่าว่า รายละเอียดการสร้างพระปิลันทน์ว่า เมื่อหม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์ (ทัด) ครองวัดระฆังฯ ในราวปี พ.ศ. 2407 ได้ดำริสร้างพระพิมพ์ให้ครบ 8.4 หมื่นองค์ ตามจำนวนพระธรรมขันธ์ตามคติโบราณนิยม เพื่อแจกผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสไว้เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภยันตราย และเพื่อบรรจุไว้ในพระสถูปเจดีย์เพื่อเป็นพุทธบูชาและสืบสานพระบวรพุทธศาสนา ด้วยการสร้างพระพิมพ์เนื้อผงใบลานเผาขึ้นเป็นจำนวนมาก แบบและพิมพ์มีความประณีตงดงามด้วยฝีมือช่างหลวงหรือช่างสิบหมู่ ทั้งยังได้รับความอนุเคราะห์จากพระอาจารย์ คือท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) มอบมวลสารพระสมเด็จวัดระฆังฯ รวมทั้ง “ผงปถมัง” ให้เป็นส่วนผสมในพระพิมพ์ ซึ่งคือส่วนที่ปรากฏเป็นผงสีขาวในองค์พระ นอกจากนี้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ยังร่วมในการอธิษฐานจิตปลุกเสกด้วยพระคาถาชินบัญชร อันทรงคุณวิเศษอีกด้วย จึงเรียกขาน “พระพุทธุปบาทปิลันทน์” กันในอีกนามหนึ่งว่า “พระเครื่องสองสมเด็จ” สำหรับด้านพุทธคุณคงไม่ต้องพูดกันเลย แต่ที่ประจักษ์แก่สายตาส่วนใหญ่จะเป็นด้านเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรี
การขุดพบพระพุทธุปบาทปิลันทน์ ที่วัดระฆังฯ นั้น พระเทพญาณเวที (ลมูล สุตาคโม ป.ธ.6) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ องค์ที่ 10 ได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือ “พระสมเด็จ 3 องค์” ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2515 ว่า
…หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) กับพระปิลันทน์ (พระผง) วัดระฆังฯ
พระปิลันทน์นั้น เป็นพระของเจ้าประคุณหม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์) ผู้เป็นต้นคิดสร้างขึ้น เป็นพระผงใบลานเนื้อหยาบ ดำสนิทด้านๆ ไม่ดำเป็นมัน มีขี้กรุติดมากบ้างน้อยบ้าง เป็นพระไม่งาม สัณฐานเล็ก ความยาวประมาณ 1 องคุลี ความกว้างประมาณครึ่งองคุลี ได้เคยเอาเศษหักมาตำผสมกับผงใหม่ มีกลิ่นฉุนๆ เหมือนพริกไทย ส่วนประกอบที่องค์พระอันเป็นที่สังเกต เป็นพระนั่งมีปรกก็มี ไม่มีก็มี เป็นพระยืนมีซุ้มเรือนแก้วก็มี เป็นแบบพระประจำวันก็มี ดังนี้…
พระพุทธุปบาทปิลันทน์ แตกกรุออกมาเนื่องจากมีผู้เข้าไปเจาะกรุพระเจดีย์เพื่อหวังทรัพย์สินของมีค่าเท่านั้น ไม่ประสงค์ในพระเครื่อง ท่านเจ้าคุณพระธรรมทานาจารย์ (แนบ สิงหเสนี) ซึ่งอยู่ที่หอไตรฯ ในสระ ท่านเป็นเจ้าคณะและควบคุมดูแลในพระอุโบสถในขณะนั้น เมื่อทราบเรื่องจึงให้นำพระเครื่องทั้งหมดมาเก็บไว้ในหอไตรฯ จนเมื่อเกิดสงครามอินโดจีนท่านจึงนำพระเครื่องส่วนหนึ่งมอบให้แก่กระทรวงกลาโหม เพื่อแจกจ่ายแก่ทหารที่จะออกไปปฏิบัติราชการในสนามรบอีกด้วย
พระพุทธุปบาทปิลันทน์ มีมากมายหลายพิมพ์ทรง อาทิ พิมพ์ปกโพธิ์ใหญ่, พิมพ์ปกโพธิ์เล็ก, พิมพ์โมค คัลลาน์-สารีบุตร, พิมพ์ครอบแก้วใหญ่, พิมพ์ซุ้มประตู, พิมพ์เปลวเพลิง, พิมพ์หยดแป้ง และพิมพ์ปิดตา ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นที่นิยมสะสมในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องทั้งสิ้น โดยเฉพาะ “พระพุทธุปบาทปิลันทน์ พิมพ์ซุ้มประตู” ได้รับความนิยมและยกย่องให้เป็น 1 ใน 5 ของชุดเบญจภาคีพระเนื้อผง
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร)
เมื่อศึกษาประวัติของศิษย์ ทำให้รู้จักอาจารย์มากขึ้น เพราะเมื่อมีพระอาจารย์ดี ลูกศิษย์ก็ดีตาม ดังที่ได้ศึกษาประวัติสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ก็ทำให้เห็นภาพหม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (หม่อมเจ้าทัด ป.ธ.7) ชัดขึ้น เพราะสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) นั้นเป็นศิษย์หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) ซึ่งเป็นศิษย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ชั้นก่อน
ทั้งอาจารย์และศิษย์ต่างเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ แต่สมเด็จที่เป็นเชื้อพระวงศ์ 2 องค์หลังนั้น เป็นสมภารวัดถึง 2 วัด คือ หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (หม่อมเจ้าทัด) เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังและวัดพระเชตุพนฯ (โพธิ์) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) เป็นเจ้าอาวาส วัดคือ วัดโมฬีโลกยาราม และวัดระฆังโฆสิตาราม (เจ้าอาวาส ลำดับที่ 8)
ตามประวัตินั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) นามฉายาว่า ญาณฉนฺโท เป็นบุตรหม่อมเจ้าถึก พระโอรสในสมเด็จพระประพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ ผู้เป็นต้นราชกุล อิศรางกูรฯ
เกิดที่บ้านบางอ้อ จ.นครนายก เมื่อวันจันทร์ แรม 12 ค่ำ เดือน 9 ปีมะเส็ง พ.ศ. 2400 แล้วย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ กับบิดาแต่วัยเยาว์ เล่าเรียนอักขรสมัยในสำนักบิดา แล้วเริ่มเรียนภาษาบาลีในสำนักอาจารย์จีน พออายุได้ 7 ขวบ บิดาพาไปถวายเป็นศิษย์หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) เมื่อครั้งแต่ท่านยังเป็นเปรียญอยู่วัดระฆังฯ ได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรมในสำนักหม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) บ้าง พระอมรเมธาจารย์ (เกษ) แต่เมื่อยังเป็นเปรียญบ้าง และในหม่อมเจ้าชุมแสงผู้เป็นลุง และพระโหราธิบดี (ชุม) ทั้ง 4 ท่านนี้เป็นพื้น นอกจากนี้ยังได้เล่าเรียนจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) และสมเด็จพระวันรัต (แดง) วัดสุทัศน์ฯ บ้าง ตลอดจนอาจารย์อื่นๆ อีกหลายท่าน
หม่อมราชวงศ์ เจริญ อิศรางกูร บรรพชาเป็นสามเณรในสมัยรัชกาลที่ 5 สอบเปรียญได้ 3 ประโยคเมื่ออายุ 14 ปี (พ.ศ. 2413) ซึ่งปีนั้นมีผู้สอบได้ 12 รูป เป็นสามเณร 3 รูป โดยหม่อมราชวงศ์ เจริญ เป็นหนึ่งในสามเณรที่สอบได้ แต่มีอายุน้อยกว่าทุกรูป
เมื่ออุปสมบทปี พ.ศ.2421 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก็ได้หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) ครั้งเมื่อยังเป็นหม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์ (ทัด) เป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ. 2430 วันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ทรงตั้งพระหม่อมราชวงศ์ เจริญ อิศรางกูร เป็นพระราชาคณะ มีราชทินนามพิเศษว่า พระราชานุพัทธมุนี โปรดให้อาราธนาไปครองวัดโมฬีโลกฯ ได้พระราชทานตาลปัตรแฉกหักทองขวางอย่างพระราชาคณะสามัญ
ต่อมาปีมะโรง พ.ศ. 2435 คราวทรงตั้งหม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์เป็นที่พระธรรมเจดีย์ไปครองวัดเชตุพนฯ โปรดให้อาราธนากลับมาครองวัดระฆังฯ พระราชทานตาลปัตรพื้นแพรปักเลื่อมอย่างตาลปัตรหม่อมเจ้า ซึ่งพระพุทธุปบาทปิลันทน์ทรงอยู่ก่อนนั้นให้ถือเป็นเกียรติยศต่อมา ทั้งพระราชทานนิตยภัตเพิ่มขึ้นเสมอพระราชาคณะผู้ใหญ่ชั้นเทพด้วย
วันที่ 24 ก.ย. 2464 มีการพระราชพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงสถาปนาและตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ 15 รูป หนึ่งในนั้นคือ สถาปนาพระพิมลธรรม (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ขึ้นดำรงตำแหน่งพระราชาคณะที่ พระพุทธโฆษาจารย์ มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป
เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ท่านยังมีความสามารถยอดเยี่ยมในทางเทศน์มหาชาติชาดกทั้ง 13 กัณฑ์ ท่วงทำนองในการเทศน์ของท่านเป็นที่นิยมยกย่องในยุคนั้นเป็นอย่างมาก สมัยนั้นตามวังเจ้านาย เช่น วังบางขุนพรหม ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตเสด็จประทับอยู่ พระองค์ทรงโปรดให้จัดมีพระธรรมเทศนาเวสสันดรชาดกทั้ง 13 กัณฑ์ พร้อมทั้งอาราธนาพระสงฆ์ซึ่งเป็นองค์พระธรรมกถึกในการเทศนาเข้าไปแสดงถวายเป็นประจำทุกๆ ปี โดยก่อนที่พระสงฆ์รูปที่จะไปแสดงพระธรรมเทศนาถวายจะต้องทำการฝึกซ้อมท่วงทำนองต่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ เสมอไป
ผลงานอีกชิ้นหนึ่งของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) คือ ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษามคธ (บาลี) เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคำโคลง 4 สุภาพ ในความภาษาไทยท่านมักจะใช้ศัพท์มคธเข้าแทรก ดั่งจะเห็นผลงานอมตะของท่านที่ได้เขียนคำโคลงรามเกียรติ์ ซึ่งจารึกไว้ตามเสาระเบียงพระวิหารคต ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีปรากฏนามของท่านมาจนถึงปัจจุบันนี้
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) มรณภาพเมื่อวันที่ 1 ต.ค. เวลา 18.35 น. ปีมะโรง พ.ศ. 2471 คำนวณอายุได้ 70 ปี พรรษา 50
หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) พระเถระที่เป็นสังฆโสภณ เพราะต่างสืบสานอุดมการณ์ และปฏิปทามาแต่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ผู้เป็นพระอาจารย์ทั้งสิ้น
(ที่มา : สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ป.ธ.9) พ.ศ. 2557 aj-ram.com และทำเนียบสมณศักดิ์สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระราชาคณะ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์, 2521)







