
"บิ๊กต๊อก"ตรวจเยี่ยมทัณฑสถานวัยหนุ่ม
รมว.ยุติธรรมเยี่ยมทัณฑสถานวัยหนุ่มกลางส่องพฤติกรรมนิสัยก่อนปล่อยตัวคืนสู่สังคม
รมว.ยุติธรรมเยี่ยมทัณฑสถานวัยหนุ่มกลางส่องพฤติกรรมนิสัยก่อนปล่อยตัวคืนสู่สังคม
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางตรวจเยี่ยมทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง เพื่อติดตามผลการดำเนินการจัดกิจกรรมสำหรับพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขังวัยหนุ่มในการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยของกรมราชทัณฑ์ตามนโยบายคืนคนดี มีคุณค่า สู่สังคม โดยมีนายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายเรืองศักดิ์ สุวารี ผู้อำนวยการทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง และผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ให้การต้อนรับ
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาภายในเรือนจำต่างๆ เป็นเพียงการดำเนินที่ปลายเหตุ สังคมควรเน้นแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะ ครอบครัว และชุมชน เป็นหลัก ทั้งนี้เรือนจำทั่วประเทศกว่า 143 แห่ง ไม่สามารถจัดกิจกรรมสำหรับพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขังได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ และงบประมาณ ซึ่งทั่วประเทศราชฑัณฑ์ควบคุมนักโทษกว่า 3-4 แสนคน ทำให้ระบบการพัฒนาการพฤตินิสัยไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่
อย่างไรก็ตาม มีเพียงเรือนจำ 3 แห่ง สามารถทำได้ ได้แก่เรือนจำอยุธยา ปทุมธานี และนครศรีธรรมราช โดยกลุ่มผู้ต้องขังวัยหนุ่ม หรือผู้ที่กระทำผิดที่มีอายุระหว่าง18-25 ปี มีการระบบพัฒนาพฤตินิสัยนี้ จำนวน 10,000 คน โดยคัดแยกจากจำนวน 50,000 คน ของผู้กระทำความผิดที่อยู่ในระบบของราชทัณฑ์ โดยผ่านการคัดกรอง คัดแยก เพื่อเข้าโครงการ ถือว่าโชคดีที่ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาพฤตินิสัย ซึ่งจะมีการพัฒนาด้านการศึกษา จิตใจ การฝึกอาชีพ การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และกิจกรรมต่างๆที่เป็นประโยชน์
“หากทัณฑสถานแห่งนี้เป็นที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุแล้ว ก็อยู่ที่ผู้ต้องขังจะกลับใจหรือพร้อมรับ ซึ่งร้อยละ10-20 ยังไม่มีจิตสำนึก ผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้ามาเยี่ยมลูกหลานที่ถูกคุมขัง และตนเชื่อว่าครอบครัวเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหา” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า เดิมที่มีผู้ต้องขังประมาณ 160,000 คน ปัจจุบันมีผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นเป็น 320,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จึงทำให้การพัฒนาพฤตินิสัยเป็นไปได้ยากหรือทำไม่ได้เลย ดังนั้นทำได้เพียงด้านกายภาพ ทำให้มีการสร้างเรือนจำเพิ่มต้องใช้งบประมาณ 5-6 หมื่นล้าน และต้องรอการดำเนินการก่อสร้าง ทั้งนี้การพัฒนาพฤตินิสัยแก่ผู้ต้องขังนั้น ได้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1 ด้านอำนวยการ โดยมีอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้บริหาร ผู้บังคับบัญชาสายงานต่างๆ ต้องดูแลระบบการจัดการในการสร้างพฤตินิสัย สร้างทัศนคติ 2.ผู้ปฏิบัติ อาทิ ผู้คุม ครู อาจารย์ อาสาสมัคร หรือวิทยากรต่างๆ ต้องรู้จักวิธีการจัดการบุคคลเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพ และ 3 กลุ่มผู้ต้องขัง ว่าจะเลือกรับการพัฒนาพฤตินิสัยหรือไม่เพื่อเป็นคนดีกลับสู่สังคม
“นอกจากคัดผู้ต้องขังเข้าโครงการพัฒนาพฤตินิสัยแล้ว เราต้องคัดแยกผู้ต้องขังส่งให้ภาคเอกชนที่เป็นพันธกิจเรือนจำ เพื่อฝึกอาชีพ ทักษะ ร่วมไปถึงการพัฒนาพฤตินิสัยและปรับทัศนคติ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นผลจากข้อจำกัดขนาดของเรือนจำที่พื้นที่จำกัด และให้อธิบดีจัดทำหลักสูตรในการพัฒนาเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำ” พล.อ.ไพบูลย์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ทางทัณฑสถานวัยหนุ่มกลางได้เปิดโอกาสให้ญาติของผู้ต้องขังเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังแบบใกล้ชิด นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าทัณฑสถานวัยหนุ่มยังมีญาติของผู้ต้องขังที่มาเฝ้ารอเยี่ยมผู้ต้องขังในส่วนที่เห็นหน้าและสนทนากันผ่านการโทรศัพท์ที่เจ้าหน้าเตรียมไว้ให้ ซึ่งภายหลังที่พล.อ.ไพบูลย์ มาถึงก็ตรงเข้าไปหาญาติๆของผู้ต้องขังเพื่อพูดคุย สอบถาม ทั้งเรื่องพฤติกรรม คดี โทษที่ได้รับ และความเห็นของญาติว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายไหนที่จะสามารถป้องกันเรื่องยาเสพติดได้ดี โดยญาติผู้ต้องขังบางรายระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถป้องกันปัญหายาเสพติดได้ดี







