
ธนาคารกลางทั่วโลกดุ เปิดฉากสงครามค่าเงิน
ทันทีที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินใจใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ยาวนานจนถึงเดือน ก.ย. 2016 ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลชาติสมาชิกยูโรโซนเดือนละ 6 หมื่นล้านเหรียญยูโร บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเงินส่วนใหญ่ต่างอุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า “สงครามค่าเงิน” ได้อุบัติขึ้นอีกระลอกแล้ว
ทันทีที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินใจใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ยาวนานจนถึงเดือน ก.ย. 2016 ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลชาติสมาชิกยูโรโซนเดือนละ 6 หมื่นล้านเหรียญยูโร บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเงินส่วนใหญ่ต่างอุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า “สงครามค่าเงิน” ได้อุบัติขึ้นอีกระลอกแล้ว
ความวิตกกังวลข้างต้นไม่ได้เป็นอาการของกระต่ายตื่นตูมแต่อย่างใด เพราะเพียงไม่นานหลังอีซีบีประกาศใช้คิวอี บรรดาธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย แคนาดา และตุรกี ต่างลุกขึ้นประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อตรึงค่าเงินของตนไม่ให้แข็งจนเกินไป โดยมีธนาคารกลางสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) เป็นรายล่าสุดที่ตบเท้าเข้าร่วมด้วยการประกาศแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้เงินเหรียญสิงคโปร์แข็งค่าเกินไปเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน ยังไม่นับรวมเหตุการณ์ก่อนหน้าการใช้คิวอีของอีซีบี ที่ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (เอ็นเอสบี) ประกาศยกเลิกการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินฟรังก์สวิสกับสกุลเงินยูโร เพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์เจ็บตัวมากขึ้น หลังมีมาตรการคิวอีซึ่งมุ่งทำให้ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าลงเพื่อกระตุ้นภาคธุรกิจและส่งเสริมศักยภาพแข่งขัน
เรียกได้ว่า การที่อีซีบีเข้าร่วมกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ใช้แผนอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดิ้นหนีจากภาวะเงินฝืด ได้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญให้ธนาคารกลางในหลายประเทศทั่วโลกขวนขวายแสวงหานโยบายทางการเงิน เพื่อเป็นปราการปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศตนเอง โดยเฉพาะผลกระทบจากกระแสทุนไหลเข้าออก และปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับภาคการส่งออก
อเลน แมททิช คอลัมนิสต์ด้านเศรษฐกิจประจำหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า แม้ธนาคารกลางส่วนใหญ่ทั่วโลกจะมีนโยบายไม่แทรกแซงตลาดค่าเงินของตนเอง และปล่อยให้ขึ้น-ลงตามกลไกตลาด แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการและนักกำหนดนโยบายของธนาคารกลางในหลายๆ ประเทศมีแนวโน้มเริ่มเปิดใจยอมรับมากขึ้นว่า การแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อกดให้ค่าเงินของประเทศต่ำลงนั้นเป็นการกระทำที่ดีและสมควรทำ
ความเห็นของแมททิชยืนยันได้จากการเปลี่ยนท่าทีของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ที่ทยอยต่อแถวประกาศใช้นโยบายทางการเงินเพื่อกดไม่ให้ค่าเงินของตนเองปรับแข็งขึ้นเกินไป เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักของโลกอย่าง ค่าเงินเหรียญสหรัฐ ค่าเงินยูโร และค่าเงินเยนของญี่ปุ่น
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักแสดงความเห็นตรงกันว่า สงครามค่าเงินในครั้งนี้น่าจะเป็นไปอย่างรุนแรงดุเดือดพอสมควร เนื่องจากธนาคารกลางของนานาประเทศอยู่ในสภาพที่แทบจะไม่เหลือเครื่องมือที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติตนอีกต่อไป ยกเว้นก็เพียงแต่ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น
ก่อนอื่นต้องยอมรับกันเสียก่อนว่า เศรษฐกิจทั่วโลกในขณะนี้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะเงินเฟ้อโตต่ำ และการเติบโตชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เหล่าธนาคารกลางจะหาวิธีการรับมือ ซึ่งหนึ่งในแนวทางดังกล่าวก็คือ การทำให้ค่าเงินอ่อนค่าเพื่อสกัดภาวะเงินฝืด อีกทั้งยังช่วยผลักดันให้การส่งออกขยายตัวต่อไปได้ เหตุผลเพราะค่าเงินที่อ่อนค่าจะทำให้สินค้าของผู้ผลิตในประเทศมีราคาถูกกว่าสินค้านำเข้าของคู่แข่งต่างชาติ
เรย์ ดาลิโอ ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ บริดจ์วอเตอร์ แอสโซซิเอชั่น แสดงความเห็นในระหว่างการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า แม้จะเป็นเรื่องเสียมารยาทที่จะถกเรื่องการแทรกแซงค่าเงิน แต่นักกำหนดนโยบายทุกคนจากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ต่างตระหนักรู้แน่แก่ใจว่าตนเองไม่สามารถใช้นโยบายปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับค่าเงินฝืดได้เหมือนที่แล้วมาอีกต่อไป ดังนั้นเครื่องมือเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ อัตรา
แลกเปลี่ยน
ด้าน แกรีย์ จอห์น ประธาน บริษัท โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อิงค์แสดงความเห็นสรุปในการประชุมเดียวกันว่า เมื่อธนาคารกลางทั่วโลกแข่งขันกันลดค่าเงินของตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นก็คือสงครามค่าเงิน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในภาคการส่งออก
คำถามที่ตามมาต่อเนื่องก็คือ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเกิดสงครามค่าเงิน
คำตอบที่ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือ เมื่อมีฝ่ายที่ได้เปรียบจากค่าเงินที่อ่อนค่าลง ย่อมต้องหมายความว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งที่เสียเปรียบเพราะค่าเงินของตนแข็งค่าขึ้น
แน่นอนว่า ในทางปฏิบัติย่อมไม่มีประเทศไหนยอมอยู่นิ่งเฉยให้ตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่การเติบโตชะลอตัว อีกทั้งการฟื้นตัวก็ยังไม่เป็นไปอย่างเต็มที่ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดการณ์ต่อไปว่า เมื่อตกอยู่ท่ามกลางธนาคารกลางทั่วโลกที่แข่งขันกันลดค่าเงิน ธนาคารกลางของประเทศหนึ่งๆ ย่อมไม่อาจทนนิ่งเฉยปล่อยให้ตนเองเป็นฝ่ายสูญเสีย
ทั้งนี้ สำหรับความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางที่ต้องจับตามองมากที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นยักษ์ใหญ่ที่สกุลเงินได้รับความนิยมอย่างมากในตลาด ในฐานะ แหล่งพักพิงที่ปลอดภัยอย่างสกุลเงินเหรียญสหรัฐ
ขณะนี้เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ เช่น สกุลเงินยูโรและสกุลเงินเยน ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่ามากขึ้น ซึ่งหากในสถานการณ์ปกติ เมื่อพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ค่อยๆ ทยอยฟื้นตัว เห็นได้จากอัตราว่างงานที่ลดลงและความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น เป็นเรื่องปกติที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามปัจจัยบวกของทิศทางเศรษฐกิจ
แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเหรียญสหรัฐในปัจจุบันกลับปรับตัวแข็งค่ามากเกินกว่าสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งสถานการณ์นี้กลับกลายเป็นปัจจัยลบกระเทือนต่อรายได้ของบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ เช่น ดูปองท์ ไมโครซอฟท์ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) และแคทเตอร์พิลลาร์ ที่ออกรายงานระบุว่า รายได้ของบริษัทลดลง โดยเป็นผลพวงมาจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ
ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักเห็นว่า หากเงินเหรียญสหรัฐยังแข็งค่าต่อไป ไม่ช้าไม่นานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเพิ่งจะยืนกรานว่าจะไม่ล้มเลิกการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังยุติคิวอีแน่นอน น่าจะต้องคิดหนัก รวมถึงมีแนวโน้มว่า สุดท้ายแล้วเฟดอาจต้องกระโดดเข้าร่วมสงครามค่าเงินเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจที่เพิ่งจะฟื้นตัวต้องเสียหลักพังครืน
และเมื่อสหรัฐตัดสินใจก้าวเข้าร่วม ก็เหลือเพียงแต่จีนเท่านั้นที่ต้องคอยลุ้นว่า เมื่อใดธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) จะตัดสินใจตัดลดค่าเงินตนเอง เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแดนมังกรขณะนี้ค่อนข้างชะลอตัวลงจากเดิม แถมคู่ค้ารายใหญ่อย่างญี่ปุ่นและยุโรป ก็ดำเนินการแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้สกุลเงินของตนเองอ่อนค่าลงไปเรียบร้อยแล้วอีกด้วย
แต่ไม่ว่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ จะตัดสินใจดำเนินการอย่างไร การเริ่มต้นแข่งขันเพื่อลดค่าเงินได้เริ่มต้นเรียบร้อยแล้ว และเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นสงคราม ก็น่ากลัวว่าจะต้องมีผู้พ่ายแพ้จากศึกค่าเงินครั้งนี้







