
ส่งออกหด ลงทุนหาย ดันว่างงานพุ่ง
ในที่สุดตัวเลขการส่งออกของไทยในปี 2557 ก็ออกมาได้ตามคาดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คิดว่าการส่งออกจะขยายตัว 0% ตัวเลขจริงที่กระทรวงพาณิชย์หน่วยงานที่ดูแลการส่งออก แถลงว่าการส่งออกปีที่แล้วลดลงจากปีก่อนหน้า 0.41% คิดเป็นมูลค่ารวม 227,574 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากปี 2556 ที่ส่งออกติดลบ 0.32%
ในที่สุดตัวเลขการส่งออกของไทยในปี 2557 ก็ออกมาได้ตามคาดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คิดว่าการส่งออกจะขยายตัว 0% ตัวเลขจริงที่กระทรวงพาณิชย์หน่วยงานที่ดูแลการส่งออก แถลงว่าการส่งออกปีที่แล้วลดลงจากปีก่อนหน้า 0.41% คิดเป็นมูลค่ารวม 227,574 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากปี 2556 ที่ส่งออกติดลบ 0.32%
ในปีนี้กระทรวงพาณิชย์ยังคาดหมายว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ 4% จากปีที่แล้ว เพราะหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว แต่แค่เดือนแรกของปีก็ออกอาการไม่ถึงเป้าเสียแล้ว เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่หวังว่าจะดีกลายเป็นไม่น่าจะดีไปเสียแล้ว
ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงประมาณการส่งออกปีนี้ขยายตัวแค่ 1.6% เท่านั้น และลดประมาณการเศรษฐกิจของประเทศลงอีกด้วย สอดคล้องกับที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกใหม่เหลือ 3.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.8% และปรับการขยายตัวรายประเทศ เช่น สหรัฐเพิ่มเป็น 3.6% จากเดิม 3.1% ยูโรโซนเหลือ 1.2% ขณะที่ญี่ปุ่นเหลือ 0.6% รัสเซียติดลบ 1.4% จีนเหลือ 6.8% อาเซียน 5 ประเทศ 5.2% ละตินอเมริกา 1.3% ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ 3.3% เป็นต้น
ฉะนั้น หากการส่งออกของไทยในปีนี้ขยายตัวติดลบอีก ก็จะกลายเป็นติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งออกอาการน่าเป็นห่วง และจำเป็นที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรจับเข่าคุยกันอย่างจริงจังได้แล้วว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร หากปล่อยไว้อย่างนี้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยไม่มีวันจะเติบโตเกิน 5% ได้อีกเลย
ที่เป็นเช่นนี้เพราะการส่งออกนั้นคิดเป็นน้ำหนัก 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก และเป็นภาคธุรกิจหลักที่ทำให้เกิดการจ้างงานมากที่สุด หากการส่งออกหดตัวลงเรื่อยๆ แรงงานในอุตสาหกรรมที่ไม่ขยายตัวก็จะถูกเลิกจ้าง และต้องเคลื่อนย้ายแรงงานไปในภาคที่ยังขยายตัวได้
สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรในปีที่แล้วติดลบ 2.5% ส่งออกได้ลดลงทั้งมูลค่าและปริมาณ ไม่ว่าจะเป็นยางพารา น้ำตาล ส่วนที่ส่งออกได้มากขึ้นคือ ข้าว มันสำปะหลัง และอาหารทะเลแช่แข็งที่เพิ่มขึ้นในปริมาณมากแต่มูลค่าลดลง ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 1.1% สินค้าสำคัญ คือ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 4.3% เครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัว 2.5% ขณะที่สินค้าสำคัญที่ส่งออกลดลง ได้แก่ สิ่งทอลดลง 0.3% ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบลดลง 0.2% อัญมณีและเครื่องประดับลดลง 0.1% ทองคำยังไม่ขึ้นรูปลดลง 15.1%
เป้าหมายการส่งออกที่กระทรวงการคลังให้ขยายตัวเพียง 1.6% ก็ยังต้องลุ้นว่าจะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ โอกาสที่การส่งออกจะติดลบอีกรอบก็ยังมี หากขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่สามารถสู้กับประเทศคู่แข่งส่งออกได้ รวมทั้งปัจจัยเรื่องค่าเงินก็มีส่วนต่อการส่งออกด้วยพอสมควร
หากปีนี้การส่งออกติดลบอีกเป็นปีที่ 3 เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะสินค้าที่ส่งออกได้มูลค่าลดลงจะเป็นสินค้าเกษตรที่มีการซื้อขายล่วงหน้า และผูกไปกับน้ำมันที่กำลังมีราคาลดลงจะดึงให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายล่วงหน้าอย่างข้าว ยางพารา ถั่วเหลือง ราคาลดลงตามไปด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเกษตรกร
ผลจากการส่งออกติดลบต่อเนื่องจะส่งผลให้การจ้างแรงงานไม่ขยายตัว ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของการจ้างงานมีผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจชัดเจน ในปี 2556 แรงงานส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในภาคเกษตรกรรมมากถึง 40% ของแรงงานที่มีงานทำทั้งหมด แต่มีมูลค่าผลผลิตเป็นเพียง 8% ของจีดีพี ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีแรงงานเพียง 14% ของแรงงานที่มีงานทำทั้งหมด กลับมีสัดส่วนมูลค่าผลผลิตถึง 38% ของจีดีพี ในปี 2556 แรงงานส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในภาคเกษตรกรรมมากถึง 40% ของแรงงานที่มีงานทำทั้งหมด แต่มีมูลค่าผลผลิตเป็นเพียง 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีแรงงานเพียง 14% ของแรงงานที่มีงานทำทั้งหมด กลับมีสัดส่วนมูลค่าผลผลิตถึง 38% ของจีดีพี
การที่แรงงานไปอยู่ในภาคการเกษตรมาก เป็นเพราะนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมย้ายไป แต่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ดำเนินโครงการประชานิยม จะช่วยเหลือเกษตรกรตามความเหมาะสมและความจำเป็น จะทำให้แรงงานภาคเกษตรโยกย้ายกลับมาอยู่ในภาคอุตสาหกรรม
แต่หากการส่งออกชะลอตัว การรองรับแรงงานจากภาคเกษตรที่เคลื่อนย้ายมาในภาคอุตสาหกรรมก็จะรับไม่ได้ จะทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ไม่ดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ
สถิติการว่างงานล่าสุดที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยออกมาเป็นตัวเลขของไตรมาส 3 ปี 2557 พบว่าการจ้างงานยังคงลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ คนไทยในวัยแรงงานมีงานทำลดลง 18% อัตราการว่างงานเพิ่มเป็น 0.84% จากเดิมที่ปีก่อนอยู่ที่ 0.77%
นอกจากนี้ ยังมีแรงงานมากถึง 2.8 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท หรือมีค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 7,800 บาท สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเป็นแรงงานรายวัน แรงงานเหมาจ่าย ที่มีความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงในการจ้างงาน และมักได้รับค่าจ้างที่ต่ำกว่าแรงงานประจำ โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่ในสถานประกอบการขนาดเล็ก
ฉะนั้น หากในปีนี้รัฐบาลไม่สามารถเพิ่มการลงทุนรองรับแรงงานจากภาคเกษตรที่ไหลกลับเข้ามา ก็จะเจอปัญหาอีกด้านหนึ่ง ซึ่งการลงทุนของรัฐก็ยังอยู่ระหว่างการเงื้อง่าว่าจะทำ แต่การลงทุนจริงกลับไม่มี
หากส่งออกหดลงทุนหาย สุดท้ายการว่างงานเพิ่ม รัฐบาลจะยิ่งถูกกดดันทั้งจากเกษตรกรและผู้ว่างงาน ซึ่งเป็นสัญญาณไม่ดีต่อความมั่นคง







