
คสช.ตัดไฟแต่ต้นลม สยบเพื่อไทยป่วน
อาฟเตอร์ช็อกหลัง “ถอดถอน” อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นสิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อาจนิ่งนอนใจ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
อาฟเตอร์ช็อกหลัง “ถอดถอน” อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นสิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อาจนิ่งนอนใจ เมื่อประเด็นนี้ถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่มีอานุภาพทำลายล้างสูง หากไม่รีีบถอดชนวนอาจปะทุกลายเป็นแรงเสียดทานคอยสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลและ คสช.ได้ทุกเมื่อ
ทุกความเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยง จึงถูก คสช. “ตัดตอน” ไม่ให้ความปั่นป่วน “บานปลาย” จนยากจะควบคุมและป้องกันไม่ให้กระแสต่อต้าน “จุดติด”
เริ่มจากการเรียก สิงห์ทอง บัวชุม คณะทำงานฝ่ายกฎหมายเพื่อไทย เข้าพบเจ้าหน้าที่ที่กองทัพภาค 1 เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจและปรับทัศนคติ ก่อนปล่อยตัวออกมาโดยไม่มีการกักตัวค้างคืน
คาดว่าจะมาจากเนื้อหาที่ สิงห์ทอง โพสต์เฟซบุ๊กว่า “อยากจะบอกความลับให้รู้ในวันที่ทหาร-ตํารวจเข้าควบคุมพื้นที่โรงแรมเอสซีฯ มีนายทหารยศพันโท-ตํารวจยศพันตํารวจเอก ในนาม คสช.มาพบคุยกับผมบอกว่า คสช.ห้ามแถลงข่าวเป็นคําสั่งเด็ดขาดของแม่ทัพภาคที่ 1 ถ้าไม่เชื่อฟัง! จะใช้กฎอัยการศึก และในวันรุ่งขึ้นจะให้อดีตนายกฯ พร้อมทนายความเข้ารายงานตัวทันที! ทําให้ผมต้องออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนครับ”
ครั้งนั้น พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าที่ถามว่าจะเชิญตัวบุคคลใดมาพูดคุยอีกหรือไม่ว่า “ถ้าไม่ถึงขนาดสร้างความปั่นป่วนก็จะไม่เชิญตัวมา”
นับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า คสช.ตัดสินใจใช้วิธีเรียกตัวบุคคลที่ประเมินแล้วเป็นต้นตอความปั่นป่วนมาพูดคุยปรับทัศนคติ ดังจะเห็นว่าเป็นวิธีเดิมที่เคยใช้ในช่วงหลังรัฐประหารใหม่ๆ และดูจะได้ผล ดีในระยะนั้น
จากมุมมองของ คสช.ท่าทีของสิงห์ทอง ไม่ใช่แค่การแจ้งที่มาที่ไปของการงดแถลงข่าวของยิ่งลักษณ์เท่านั้น แต่ยังมีความพยายามปลุกเร้าเรียกคะแนนสงสารให้ดูเหมือนถูกกระทำอย่างรุนแรง หรือง่ายต่อการขยายประเด็นไปสู่การปลุกระดมมวลชนภายหลัง
ต่อมา จาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กถล่มการถอดถอนครั้งนี้ขัดหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมอย่างสิ้นเชิงมาตั้งแต่ต้น
“ใครที่รักความถูกต้องเป็นธรรมคงไม่อาจยอมรับได้ วัตถุประสงค์สำคัญที่ชัดเจนของการถอดถอนครั้งนี้คือ การกำจัดตระกูลชินวัตรให้พ้นไปจากการเมืองและ ทำลายศักยภาพของพรรคเพื่อไทย”
ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเรียกจาตุรนต์ไปปรับทัศนคติเป็นรายถัดมา เพื่อทำความเข้าใจพร้อมขอร้องเรื่องการแสดงความคิดเห็นไม่ให้เป็นไปในเชิงการสร้างความแตกแยก
ไม่ต่างจาก สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่ออกมาขยับเรื่องประเด็นถอดถอนในจังหวะ การเยือนประเทศไทยของ แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ อเมริกา จนกลายเป็นกระแสใหญ่โต สุดท้ายก็ถูกรวบตัวไปปรับทัศนคติเป็นรายต่อมา
วันเดียวกัน นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชืื่อเพื่อไทย แกนนำ นปช. ถูกเรียกตัวมาปรับทัศนคติที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย พื้นที่ จ.ขอนแก่น
แถมยังมีลิสต์อีกหลายคิวที่จ่อจะถูกเรียกตัวเข้าปรับทัศนคติ ทั้ง พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช.พาณิชย์ พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาแสดงความเห็นถี่ขึ้นในช่วงหลังๆ
การขยับของ คสช.รอบนี้จึงถือเป็นการเปิดเกมรุก “ตัดตอน” ไม่ให้มีการฉวยจังหวะที่อารมณ์สังคมกำลังอ่อนไหวจากประเด็น “ถอดถอน” มาเป็นหัวเชื้อปลุกระดมความเคลื่อนไหว
แม้วิธีการกระชับอำนาจสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มเห็นต่างเช่นนี้ ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจให้กับฝั่งขั้วอำนาจเก่า แถมยังกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในสายตาชาวโลก โดยเฉพาะเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
แต่ชั่งน้ำหนักดูแล้วการตัดไฟแต่ต้นลมป้องกันไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนคุมไม่อยู่ ย่อมเป็นหนทางที่ดีสำหรับ คสช. ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือการปฏิรูปตามโรดแมปที่วางไว้







