
ถึงเวลา‘ร่วมจ่าย’ แก้ปัญหาเงินฝืด
ภาพอนาคตระบบสุขภาพไทยในมุมมองของ นพ.วัฒนา นาวาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ภาพอนาคตระบบสุขภาพไทยในมุมมองของ นพ.วัฒนา นาวาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เป็นภาพแห่งความท้าทายจากทั้ง โรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้าคนไทยมากขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญคือการจัดการระบบงบประมาณ รวมถึงการบริหารจัดการด้านสุขภาพรองรับปัญหาเหล่านี้
“เมื่อการแพทย์พัฒนามากขึ้น ขณะที่เราอายุยืนขึ้น ปัญหาโรคที่เราจะเป็นบ่อยๆ คือ โรคมะเร็ง การรักษาจะถูกเปลี่ยนไป คือ เน้นรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้น อีกเรื่องที่จะตามมาคือเมื่อคนไทยอายุสูงขึ้นอวัยวะจะไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ ภาวะสมองเสื่อม หัวใจล้มเหลว ตับวาย-ไตวายจะเกิดมากขึ้น แล้วค่ารักษาจะไปตกกับค่าใช้จ่ายรายเดือน กลายเป็นภาระกับทั้งผู้ป่วย ลูกหลาน และกับโรงพยาบาล” นพ.วัฒนา ระบุ
นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อีกคือเรื่องมลภาวะทางอากาศ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจล้มเหลว รวมถึงการติดโรคแปลกๆ เช่น อีโบลา หรือการกลายพันธุ์ของโรคที่มีอยู่แล้วอย่างไข้หวัดรวมถึงโรคในอดีตที่เคยหมดไปแล้วอย่างวัณโรค ก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาใหม่และดื้อยามากขึ้น ทั้งหมดเป็นปัจจัยที่มีผลสำคัญที่ระบบสุขภาพไทยต้องเตรียมรับมือ
ทว่าปัญหาสำคัญขณะนี้ ในมุมมองของคุณหมอวัฒนา คือ การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อรักษาคนป่วยเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ทั้งที่คนไทยสามารถเรียนรู้เพื่อที่จะป้องกันโรคได้ ทั้งในแง่ของการดูแลสุขภาพตัวเอง ผ่านการกินอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย แต่น่าเสียดายที่ในเชิงนโยบายที่ผ่านมา มีการให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้น้อยเกินไป จนทำให้โรงพยาบาลกลายเป็นปลายทางที่ต้องรับดูแลเมื่อถึงขั้นวิกฤตแล้วเสมอ
สำหรับปัญหาของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย รวมถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั่วประเทศก็คือ การมีผู้ป่วยที่นอนเกินหนึ่งเดือนมากถึง 600 คน/เดือน ทำให้ไม่สามารถรับคนไข้ใหม่ได้ ทั้งที่ความจริงโรงพยาบาลใหญ่ควรดูแลคนไข้ที่หมุนเวียนเข้าออกให้ได้มากที่สุด
“ถ้าเรามีโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งที่สามารถหมุนคนไข้เหล่านี้ไปไว้ได้ โรงพยาบาลใหญ่ก็จะสามารถรับคนไข้ได้มากขึ้น ทีนี้โรคระยะสั้นคนไข้ก็สามารถใช้สิทธิตัวเองมารับการรักษาได้มากขึ้น ปัญหาโรงพยาบาลก็ล้นน้อยลง ผมอยากเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาดูแลคนไข้ที่นอนนานกว่า 1 เดือน เพื่อให้ถ่ายเทจากโรงพยาบาลใหญ่ออกไป ซึ่งศักยภาพเขาดูแลได้ ถ้ามีการฝึกประสบการณ์ผู้ดูแลอีกสักหน่อย ซึ่งเรื่องนี้หากทำได้ก่อนประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบอีก 10 ปีข้างหน้า เราก็จะคลายกังวลไปได้อีกมาก” นพ.วัฒนา ระบุ
อย่างไรก็ตาม คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. ยังเชื่อว่าไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลใหญ่ก็ยังจะมีอัตราครองเตียงที่ “ล้น” อยู่ดี เนื่องจากการที่คนไทยได้รับการรักษาที่ดีขึ้น อายุยืนขึ้น จะทำให้ “ลูกค้า” ของโรงพยาบาลเยอะต่อเนื่องตามไปด้วย
งบประมาณรัฐที่ถูกใช้จ่ายผ่านการดูแลสุขภาพประชาชนทุกปี โดยเฉพาะผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กลายเป็นตัวเลขที่หลายฝ่ายกังวลเนื่องจากมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น และเมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ก็มีความเป็นไปได้ว่า งบประมาณที่ใช้จ่ายจะมากจนส่งผลกระทบต่องบประมาณรายปี
“ในประเทศที่มีระบบประกันสุขภาพล้วนมีปัญหาเหมือนกันหมด วันนี้ประชาชนทุกคนสามารถใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ตัวเองมี แต่ค่ารักษาพยาบาลเราไม่สามารถบีบให้เท่าเดิมได้ในแต่ละปีมันมีแต่สูงขึ้น เช่น ยาถ้าปีนี้ 1 บาท อีก 10 ปีข้างหน้า ไม่มีทางที่จะ 1 บาทเท่าเดิม แล้วยิ่งยา-เวชภัณฑ์แพงขึ้น บวกกับจำนวนคนเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น เราจะเผชิญกับปัญหาใหญ่แน่นอน” คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช.กล่าว
ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งตัดสินใจคือการสร้างระบบ “ร่วมจ่าย” ในระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งอาจใช้โมเดลแบบญี่ปุ่น คือ รัฐจ่ายให้ 70% และประชาชนจ่ายอีก 30% ซึ่งจะทำให้การเข้าโรงพยาบาลแบบ “ฝืนระบบ” หรือรักษากันมากเกินไปก็จะน้อยลง ที่สำคัญคือเมื่อประชาชนต้องร่วมจ่าย ก็จะทำให้ประชาชนสนใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น ไม่ให้ต้องเจ็บไข้เพื่อเข้าโรงพยาบาลอย่างเดียว
“ถ้าเราปล่อยไป โรงพยาบาลของรัฐเองไม่มีทางที่จะจัดการงบประมาณให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด เพราะเงินที่ลงมามันมีค่าใช้จ่ายที่รวมไปถึงเงินเดือนบุคลากร หรือการบริหารจัดการอื่นๆ ด้วย วันนี้รัฐพยายามที่จะกำหนดราคากลางของยาและเวชภัณฑ์ให้ซื้อในราคาต่ำที่สุด แต่แนวคิดอย่างนี้ไม่น่าจะอยู่ได้นาน เพราะต้นทุนเหล่านี้จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ”







