posttoday
ถึงเวลา‘ร่วมจ่าย’ แก้ปัญหาเงินฝืด

ถึงเวลา‘ร่วมจ่าย’ แก้ปัญหาเงินฝืด

29 มกราคม 2558

ภาพอนาคตระบบสุขภาพไทยในมุมมองของ นพ.วัฒนา นาวาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ภาพอนาคตระบบสุขภาพไทยในมุมมองของ นพ.วัฒนา นาวาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เป็นภาพแห่งความท้าทายจากทั้ง โรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้าคนไทยมากขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญคือการจัดการระบบงบประมาณ รวมถึงการบริหารจัดการด้านสุขภาพรองรับปัญหาเหล่านี้

“เมื่อการแพทย์พัฒนามากขึ้น ขณะที่เราอายุยืนขึ้น ปัญหาโรคที่เราจะเป็นบ่อยๆ คือ โรคมะเร็ง การรักษาจะถูกเปลี่ยนไป คือ เน้นรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้น อีกเรื่องที่จะตามมาคือเมื่อคนไทยอายุสูงขึ้นอวัยวะจะไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ ภาวะสมองเสื่อม หัวใจล้มเหลว ตับวาย-ไตวายจะเกิดมากขึ้น แล้วค่ารักษาจะไปตกกับค่าใช้จ่ายรายเดือน กลายเป็นภาระกับทั้งผู้ป่วย ลูกหลาน และกับโรงพยาบาล” นพ.วัฒนา ระบุ

นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อีกคือเรื่องมลภาวะทางอากาศ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจล้มเหลว  รวมถึงการติดโรคแปลกๆ เช่น อีโบลา หรือการกลายพันธุ์ของโรคที่มีอยู่แล้วอย่างไข้หวัดรวมถึงโรคในอดีตที่เคยหมดไปแล้วอย่างวัณโรค ก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาใหม่และดื้อยามากขึ้น ทั้งหมดเป็นปัจจัยที่มีผลสำคัญที่ระบบสุขภาพไทยต้องเตรียมรับมือ

ทว่าปัญหาสำคัญขณะนี้ ในมุมมองของคุณหมอวัฒนา คือ การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อรักษาคนป่วยเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ทั้งที่คนไทยสามารถเรียนรู้เพื่อที่จะป้องกันโรคได้ ทั้งในแง่ของการดูแลสุขภาพตัวเอง ผ่านการกินอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย แต่น่าเสียดายที่ในเชิงนโยบายที่ผ่านมา มีการให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้น้อยเกินไป จนทำให้โรงพยาบาลกลายเป็นปลายทางที่ต้องรับดูแลเมื่อถึงขั้นวิกฤตแล้วเสมอ

สำหรับปัญหาของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย รวมถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั่วประเทศก็คือ การมีผู้ป่วยที่นอนเกินหนึ่งเดือนมากถึง 600 คน/เดือน ทำให้ไม่สามารถรับคนไข้ใหม่ได้ ทั้งที่ความจริงโรงพยาบาลใหญ่ควรดูแลคนไข้ที่หมุนเวียนเข้าออกให้ได้มากที่สุด

“ถ้าเรามีโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งที่สามารถหมุนคนไข้เหล่านี้ไปไว้ได้ โรงพยาบาลใหญ่ก็จะสามารถรับคนไข้ได้มากขึ้น ทีนี้โรคระยะสั้นคนไข้ก็สามารถใช้สิทธิตัวเองมารับการรักษาได้มากขึ้น ปัญหาโรงพยาบาลก็ล้นน้อยลง ผมอยากเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาดูแลคนไข้ที่นอนนานกว่า 1 เดือน เพื่อให้ถ่ายเทจากโรงพยาบาลใหญ่ออกไป ซึ่งศักยภาพเขาดูแลได้ ถ้ามีการฝึกประสบการณ์ผู้ดูแลอีกสักหน่อย ซึ่งเรื่องนี้หากทำได้ก่อนประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบอีก 10 ปีข้างหน้า เราก็จะคลายกังวลไปได้อีกมาก”  นพ.วัฒนา ระบุ

อย่างไรก็ตาม คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. ยังเชื่อว่าไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลใหญ่ก็ยังจะมีอัตราครองเตียงที่ “ล้น” อยู่ดี เนื่องจากการที่คนไทยได้รับการรักษาที่ดีขึ้น อายุยืนขึ้น จะทำให้ “ลูกค้า” ของโรงพยาบาลเยอะต่อเนื่องตามไปด้วย

งบประมาณรัฐที่ถูกใช้จ่ายผ่านการดูแลสุขภาพประชาชนทุกปี โดยเฉพาะผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กลายเป็นตัวเลขที่หลายฝ่ายกังวลเนื่องจากมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น และเมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ก็มีความเป็นไปได้ว่า งบประมาณที่ใช้จ่ายจะมากจนส่งผลกระทบต่องบประมาณรายปี

“ในประเทศที่มีระบบประกันสุขภาพล้วนมีปัญหาเหมือนกันหมด วันนี้ประชาชนทุกคนสามารถใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ตัวเองมี แต่ค่ารักษาพยาบาลเราไม่สามารถบีบให้เท่าเดิมได้ในแต่ละปีมันมีแต่สูงขึ้น เช่น ยาถ้าปีนี้ 1 บาท อีก 10 ปีข้างหน้า ไม่มีทางที่จะ 1 บาทเท่าเดิม แล้วยิ่งยา-เวชภัณฑ์แพงขึ้น บวกกับจำนวนคนเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น เราจะเผชิญกับปัญหาใหญ่แน่นอน” คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช.กล่าว

ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งตัดสินใจคือการสร้างระบบ “ร่วมจ่าย” ในระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งอาจใช้โมเดลแบบญี่ปุ่น คือ รัฐจ่ายให้ 70% และประชาชนจ่ายอีก 30% ซึ่งจะทำให้การเข้าโรงพยาบาลแบบ “ฝืนระบบ” หรือรักษากันมากเกินไปก็จะน้อยลง ที่สำคัญคือเมื่อประชาชนต้องร่วมจ่าย ก็จะทำให้ประชาชนสนใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น ไม่ให้ต้องเจ็บไข้เพื่อเข้าโรงพยาบาลอย่างเดียว

“ถ้าเราปล่อยไป โรงพยาบาลของรัฐเองไม่มีทางที่จะจัดการงบประมาณให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด เพราะเงินที่ลงมามันมีค่าใช้จ่ายที่รวมไปถึงเงินเดือนบุคลากร หรือการบริหารจัดการอื่นๆ ด้วย วันนี้รัฐพยายามที่จะกำหนดราคากลางของยาและเวชภัณฑ์ให้ซื้อในราคาต่ำที่สุด แต่แนวคิดอย่างนี้ไม่น่าจะอยู่ได้นาน เพราะต้นทุนเหล่านี้จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ”

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์